* ความปลื้มปิติ พระมหาธิคุณ จาก การปกครอง มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ของประเทศไทย ชาวสยาม... * ต้องการเก็บรวบรวม ข่าว สาร ทุกชนิด ที่เกี่ยว ข้อง ไว้ให้ คนไว้สืบค้น... * สิ่งที่ดีมีคุณประโยชน์ต้องนำเก็บจากเว็ปไซค์ และแหล่งข้อมูลอื่นๆ ต่างๆ... * โดยเฉพาะ ที่ มีการโพส ข้อความ เสื่อมเสีย และ ทางเจ้าของเว็ปและคนโพส ไม่ใส่ใจกับการดูแลและแก้ไขในสิ่งผิด... * ควบคุมการจัด การแสดงความคิดเห็น ที่จะพาดพิงสร้างความเสียหายต่อสาธารณะ
ปิติจัง0028 สมุทรปราการ ที่นี่ไม่ได้มีแค่โรงงานอุตสาหกรรม
สมุทรปราการ ที่นี่ไม่ได้มีแค่โรงงานอุตสาหกรรม (ตอนที่2/10)
เมืองหน้าด่าน สมุทรปราการตั้งขึ้นในสมัยอยุธยา เมืองปากน้ำพระประแดงคือบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งทะเลยังลึกเข้ามามากจนจรดเขตทางใต้ของกรุงเทพฯ
ณ เวลานั้นขอมเรืองอำนาจครอบครองอยู่ มีอายุเกือบพันปี แต่เริ่มสร้างในสมัยกษัตริย์ขอมพระองค์ใดไม่แน่ชัด เมื่อแผ่นดินงอก เมืองพระประแดงห่างจากปากน้ำมากขึ้น จึงมีการโยกย้ายเมืองปากน้ำไปยังพื้นที่ตำบลบางเจ้าพระยาเพื่อความเหมาะสม ทำให้มีทั้งเมืองสมุทรปราการและเมืองพระประแดงในสมัยอยุธยา
คำว่าประแดง หมายถึงคนเดินหมาย คนนำข่าวสาร เมือง พระประแดงคือเมืองหน้าด่าน มีหน้าที่ในการแจ้งข่าวสารไปยังราชธานีของขอมคือ เมืองละโว้ (ลพบุรี)
เมื่อ พ.ศ.1893 พระเจ้าอู่ทองได้สร้างพระนครที่อยุธยา รวบรวมนครธม อันเป็นนครหลวง พร้อมดินแดนด้านเกาะลันตาของเขมรทั้งหมด หัวเมืองฝ่ายใต้ตั้งแต่เมืองราชบุรี เพชรบุรี ไปตลอดแนวแหลมมลายู ทางเหนือของลพบุรี ซึ่งติดกับอาณาจักรสุโขทัย มาขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด
โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองหน้าด่านทั้งสี่ทิศ ทิศเหนือที่ลพบุรี ทิศตะวันออกที่เมืองนครนายก ทิศตะวันตกที่เมืองสุพรรณบุรีและทิศใต้ที่เมืองพระประแดง เมืองหน้าด่าน ทางทะเล
ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม เมืองสมุทร ปราการ บริเวณใต้คลองบางปลากด ซึ่งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยนั้น บริเวณนี้ไทยติดต่อค้าขายกับชาวโปรตุเกสและชาวฮอลันดา
สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถพระราชทานที่ดินบริเวณเหนือคลองสร้างเป็นคลังสินค้า จึงเรียกที่นี่ว่านิวอัมสเตอร์ดัม
ระหว่าง พ.ศ.2199-2231 ได้ติดต่อกับ ชาวต่างประเทศมากขึ้น เมืองสมุทรปราการ จึงเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญ มีการทำค่ายป้อมให้มั่นคงแข็งแรง เป็นสาเหตุที่ทำให้ไทย มีธงชาติขึ้น กล่าวคือในปี พ.ศ.2202 มีเรือกำปั่นฝรั่งเศสเข้ามาทางปากน้ำผ่านป้อมบางกอกและชักธงฝรั่งเศสขึ้น ไทยนำผ้าแดง ชักขึ้น ฝรั่งเศสคำนับธงแดง ธงแดงจึงเป็นธงชาติไทยตลอดมาจนกระทั่งมาเป็นธงช้าง
สมุทรปราการ ที่นี่ไม่ได้มีแค่โรงงานอุตสาหกรรม
ณ เวลานั้นขอมเรืองอำนาจครอบครองอยู่ มีอายุเกือบพันปี แต่เริ่มสร้างในสมัยกษัตริย์ขอมพระองค์ใดไม่แน่ชัด เมื่อแผ่นดินงอก เมืองพระประแดงห่างจากปากน้ำมากขึ้น จึงมีการโยกย้ายเมืองปากน้ำไปยังพื้นที่ตำบลบางเจ้าพระยาเพื่อความเหมาะสม ทำให้มีทั้งเมืองสมุทรปราการและเมืองพระประแดงในสมัยอยุธยา
คำว่าประแดง หมายถึงคนเดินหมาย คนนำข่าวสาร เมือง พระประแดงคือเมืองหน้าด่าน มีหน้าที่ในการแจ้งข่าวสารไปยังราชธานีของขอมคือ เมืองละโว้ (ลพบุรี)
เมื่อ พ.ศ.1893 พระเจ้าอู่ทองได้สร้างพระนครที่อยุธยา รวบรวมนครธม อันเป็นนครหลวง พร้อมดินแดนด้านเกาะลันตาของเขมรทั้งหมด หัวเมืองฝ่ายใต้ตั้งแต่เมืองราชบุรี เพชรบุรี ไปตลอดแนวแหลมมลายู ทางเหนือของลพบุรี ซึ่งติดกับอาณาจักรสุโขทัย มาขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด
โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองหน้าด่านทั้งสี่ทิศ ทิศเหนือที่ลพบุรี ทิศตะวันออกที่เมืองนครนายก ทิศตะวันตกที่เมืองสุพรรณบุรีและทิศใต้ที่เมืองพระประแดง เมืองหน้าด่าน ทางทะเล
ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม เมืองสมุทร ปราการ บริเวณใต้คลองบางปลากด ซึ่งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยนั้น บริเวณนี้ไทยติดต่อค้าขายกับชาวโปรตุเกสและชาวฮอลันดา
สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถพระราชทานที่ดินบริเวณเหนือคลองสร้างเป็นคลังสินค้า จึงเรียกที่นี่ว่านิวอัมสเตอร์ดัม
ระหว่าง พ.ศ.2199-2231 ได้ติดต่อกับ ชาวต่างประเทศมากขึ้น เมืองสมุทรปราการ จึงเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญ มีการทำค่ายป้อมให้มั่นคงแข็งแรง เป็นสาเหตุที่ทำให้ไทย มีธงชาติขึ้น กล่าวคือในปี พ.ศ.2202 มีเรือกำปั่นฝรั่งเศสเข้ามาทางปากน้ำผ่านป้อมบางกอกและชักธงฝรั่งเศสขึ้น ไทยนำผ้าแดง ชักขึ้น ฝรั่งเศสคำนับธงแดง ธงแดงจึงเป็นธงชาติไทยตลอดมาจนกระทั่งมาเป็นธงช้าง
สมุทรปราการ ที่นี่ไม่ได้มีแค่โรงงานอุตสาหกรรม
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา กุมภาพันธ์ 2554
โดย ธนิต วิจิตรพันธุ์
ปิติจัง0027สมุทรปราการ ที่นี่ไม่ได้มีแค่โรงงานอุตสาหกรรม
สมุทรปราการ ที่นี่ไม่ได้มีแค่โรงงานอุตสาหกรรม (ตอนที่1/10)
เมืองที่ตั้งอยู่ปลายสุดของแม่น้ำเจ้าพระยา เหนืออ่าวไทย สมุทรปราการ “เมืองปากน้ำ” ที่มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระประแดงเป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจดีเมืองหนึ่งมีประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย มีขนบธรรมเนียมประเพณีอันเก่าแก่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นอันมีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่ง
หลังจากได้ไปเยือนเมืองชล ทำให้นึกได้ว่าเมื่อสมัยหลายสิบปีก่อนนั้น หากจะเดินทางไปแถบจังหวัดชายทะเลภาคตะวันออกนั้น จะต้องใช้เส้นทางถนนสุขุมวิทสายเก่า โดยเริ่มต้นจากพระโขนงวิ่งผ่านจังหวัดสมุทรปราการ ริมสองข้างทางจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าจากตลอดการเดินทาง
เมื่อผ่านโรงเรียนนายเรือไปแล้วจะถึงสะพานข้ามคลองวัดมหาวงษ์ ก่อนจะพบเจอสามแยกหอนาฬิกา ศาลากลางจังหวัด เลี้ยวซ้ายไปตามถนน จะเห็นร้านค้าเพิงค้าที่กำลังขะมักเขม้นกับการปิ้งขนมจาก บ้างก็คอยเรียกชวนเชื้อเชิญลูกค้าไม่ขาดปาก เรียงรายอยู่ตลอดแนว
ที่จำได้ติดตาคือ ขนมจากยี่ห้อลิ้มดำรง ซึ่งเมื่อปิ้งเสร็จจะมัดเป็นชุดๆ ห่อด้วยกระดาษสีชมพู ติดโลโกอย่างสวยงาม ทำให้อยากซื้อติดไม้ติดมือกลับไปด้วย
ก่อนที่จะถึงสถานที่ที่เราเรียกกันว่า สถานตากอากาศเพื่อชมนก ชมไม้ สถานลีลาศเต้นรำในยุคคุณปู่คุณย่า บางปู สวางคนิวาส ที่ขึ้นชื่อสำหรับหนุ่มสาวอินเทรนด์ในยุคกระโน้น
เมืองที่ตั้งอยู่ปลายสุดของแม่น้ำเจ้าพระยา เหนืออ่าวไทย สมุทรปรากการ “เมืองปากน้ำ” ที่มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพระประแดง เป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจดีเมืองหนึ่ง มีประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย มีขนบธรรมเนียมประเพณีอันเก่าแก่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นอันมีคุณค่า ควรแก่การอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่ง
หลังจากได้ไปเยือนเมืองชล ทำให้นึกได้ว่าเมื่อสมัยหลายสิบปีก่อนนั้น หากจะเดินทางไปแถบจังหวัดชายทะเลภาคตะวันออกนั้น จะต้องใช้เส้นทางถนนสุขุมวิทสายเก่า โดยเริ่มต้นจากพระโขนงวิ่งผ่านจังหวัดสมุทรปราการ ริมสองข้างทางจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าจากตลอดการเดินทาง
เมื่อผ่านโรงเรียนนายเรือไปแล้วจะถึงสะพานข้ามคลองวัดมหาวงษ์ ก่อนจะพบเจอสามแยกหอนาฬิกา ศาลากลางจังหวัด เลี้ยวซ้ายไปตามถนน จะเห็นร้านค้าเพิงค้าที่กำลังขะมักเขม้นกับการปิ้งขนมจาก บ้างก็คอยเรียกชวนเชื้อเชิญลูกค้าไม่ขาดปาก เรียงรายอยู่ตลอดแนว
ที่จำได้ติดตาคือ ขนมจากยี่ห้อลิ้มดำรง ซึ่งเมื่อปิ้งเสร็จจะมัดเป็นชุดๆ ห่อด้วยกระดาษสีชมพู ติดโลโกอย่างสวยงาม ทำให้อยากซื้อติดไม้ติดมือกลับไปด้วย
ก่อนที่จะถึงสถานที่ที่เราเรียกกันว่า สถานตากอากาศเพื่อชมนก ชมไม้ สถานลีลาศเต้นรำในยุคคุณปู่คุณย่า บางปู สวางคนิวาส ที่ขึ้นชื่อสำหรับหนุ่มสาวอินเทรนด์ในยุคกระโน้น
เมืองที่ตั้งอยู่ปลายสุดของแม่น้ำเจ้าพระยา เหนืออ่าวไทย สมุทรปรากการ “เมืองปากน้ำ” ที่มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพระประแดง เป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจดีเมืองหนึ่ง มีประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย มีขนบธรรมเนียมประเพณีอันเก่าแก่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นอันมีคุณค่า ควรแก่การอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่ง
สมุทรปราการ ที่นี่ไม่ได้มีแค่โรงงานอุตสาหกรรม
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา กุมภาพันธ์ 2554
โดย ธนิต วิจิตรพันธุ์
ปิติจัง0025ในหลวงเสด็จฯคลองลัดโพธิ์ ประชาชน รับเสด็จ(1)
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเคยมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งเกี่ยวกับคลองลัดโพธิ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริเริ่มโครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชน ไว้เป็นจำนวนมาก ทุกภาค เมื่อครั้งที่ยังไม่ได้สร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ต้องประสบน้ำท่วม เนื่องจากน้ำเหนือหลาก พร้อมกับน้ำทะเลหนุนอยู่เสมอ วันที่ 7 พ.ย.38 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงชวนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน จ.สมุทรปราการ กรมทางหลวง กรมเจ้าท่า กรมอุทกศาสตร์และกองทัพเรือ ให้ร่วมกันวางโครงการขุดลอกคลองลัดโพธิ์ เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างในเขตจังหวัดสมุทรปราการมีลักษณะโค้งอ้อม ระยะทาง 18 กม. คลองลัดโพธิ์เดิม กว้างประมาณ 10 กว่าเมตร ลึก 1 ถึง 2 เมตร ถ้าปรับปรุงคลองลัดโพธิ์ ซึ่งเชื่อมต่อด้านเหนือโค้ง และปลายโค้งได้ ก็จะสามารถใช้เป็นทางลัด ระบายน้ำเหนือได้เร็ว เพราะระยะทางสั้นเพียง 600 เมตรเท่านั้น
วันนี้ (24 พ.ย. 2553) มีรายงานข่าวว่า สำนักพระราชวัง แจ้งหมายกำหนดการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 ภูมิพล 2 ที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ
ความว่า ในวันที่ 24 พ.ย. เวลา 16.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯโดยรถเข็นพระที่นั่งพร้อมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากอาคารเฉลิมพระเกียรติไปยังท่าเทียบเรือสมาคมศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริ ราช ประทับเรือพระที่นั่งอังสนาที่กองทัพเรือจัดถวาย เสด็จฯทางชลมารคจาก รพ.ศิริราช ไปยังคลองลัดโพธิ์ ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ
จากนั้นเวลา 18.00 น. เรือพระที่นั่งอังสนาถึงบริเวณปากคลองประตูระบายน้ำ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.คมนาคม กราบบังคมทูลถวายรายงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรวีดิทัศน์ความเป็นมาของโครงการบนเรือพระที่นั่ง ทรงวางพระหัตถ์บนแท่นที่ฉายภาพแผนที่ เพื่อทรงเปิดประตูระบายน้ำและสะพานภูมิพล 1 สะพานภูมิพล 2 ทรงทอดพระเนตรวีดิทัศน์เทคนิคพิเศษ เล่าเรื่องประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ โดยการแสดง PYRO TECHNIC บริเวณด้านหลังประตูระบายน้ำ ทรงทอดพระเนตรวีดิทัศน์เทคนิคพิเศษ สะพานภูมิพล 1 ภูมิพล 2 จนถึงเวลา 18.35 น. เรือพระที่นั่งอังสนาออกจากปากคลองประตูระบายน้ำถึงท่าเทียบเรือสมาคมศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราช เวลา 19.35 น. โดยจะมีการถ่ายทอดสด เวลา 17.30 น. รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศ
สำหรับคลองลัดโพธิ์ เป็นชื่อคลองเดิม บริเวณเขตจังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพฯ พื้นที่ ต.ทรงคะนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เดิม ที่มีลักษณะตื้นเขิน ต่อมาได้จัดสร้างเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ เป็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ โดยยึดหลักการ “เบี่ยงน้ำ” ภายใต้การดูแลของหน่วยงานหลัก 3 หน่วยงานคือ กรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) มีหลักการคือ จากสภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมที่มีลักษณะไหลวนคดเคี้ยวบริเวณบางกระเจ้า มีความยาวถึง 18 กม. ทำให้การระบายน้ำที่ท่วมพื้นที่ชั้นในช้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาใช้คลองลัดโพธิ์ ซึ่งเดิมมีความตื้นเขินมีความยาว 600 เมตร ให้ใช้ระบายน้ำช่วงก่อนที่น้ำทะเลหนุน เป็นคลองตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำ
กรมชลประทานจึงดำเนินการ ตามพระราชดำริ เมื่อปี 46 เสร็จปี 48 มีประตูระบายน้ำ ควบคุมน้ำที่ไหลผ่าน ไม่ให้มากเกินไป และป้องกันน้ำเค็มไหลย้อน โครงการคลองลัดโพธิ์ ได้ช่วยลดระดับน้ำหลากในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง และลดระยะเวลาน้ำท่วมขังลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปลาบปลื้ม ชื่นชมโครงการนี้มากและมีพระราชดำริให้ศึกษา การใช้พลังงานน้ำ ที่ระบายผ่านคลองให้เกิดประโยชน์ กรมชลประทาน และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงร่วมกันประดิษฐ์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ และชุดสำเร็จของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ขึ้น รวมทั้งยื่นขอจดสิทธิบัตรงานทั้ง 2 ชิ้น ในพระปรมาภิไธย
http://www.chaoprayanews.com/2010/11/24/%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%AF%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%98/
ปิติจัง0024 เกษตรแฟร์28 ม.ค.-5ก.พ. 2554
มก.เปิดตัวงานเกษตร แฟร์ ประจำปี 2554 ระหว่าง 28 ม.ค.-5 ก.พ.นี้ อธิการบดี ลั่นจัดยิ่งใหญ่ พิเศษกว่าทุกปี เพื่อเทิดพระเกียรติ -เผยแพร่พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบรอบ 84 พรรษา ภายใต้หัวข้อ“84 พรรษา เฉลิมราชย์ เกษตรศาสตร์ สืบสานงานวิจัย” พร้อมเสนองานวิจัยจากแนวพระราชดำริ 10 โครงการ เชิญชวนเข้าร่วมงาน ระบุได้ทั้งความรู้ สัมผัสงานวิจัยใหม่ๆ สัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ และความบันเทิงจากการแสดง นิทรรศการจากคณาจารย์ นิสิต
เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2554 ที่อาคารสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) บางเขน จัดแถลงข่าวการจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2554 พร้อมโชว์ผลงานวิจัยใหม่ล่าสุด 7 เรื่อง โดยมีรศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี มก. เป็นประธานกล่าวตอนหนึ่งว่า มหาวิทยาลัยได้มีการจัดงานเกษตรขึ้นทุกปี ซึ่งปีนี้ มีความพิเศษกว่าทุกปี โดยปีนี้จะจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “84 พรรษา เฉลิมราชย์ เกษตรศาสตร์ สืบสานงานวิจัย” ระหว่างวันที่ 28 ม.ค.- 5 ก.พ. 2554 ทั้ง 5 วิทยาเขตพร้อมกัน ได้แก่วิทยาเขตบางเขน กำแพงแสน ศรีราชา สกลนคร และไร่สุรรณ เพื่อเทิดพระเกียรติ และเผยแพร่พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบรอบ 84 พรรษา
รวมถึงเป็นการถ่ายทอด องค์ความรู้จากงานวิจัย ความรู้ทางด้านวิชาการและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ หลากหลายสาขา ที่ทางมหาวิทยาลัยได้น้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาต่อย อด พัฒนาขึ้นจนสำเร็จ โดยนำเสนอเป็นรูปแบบการจัดนิทรรศการบนเส้นทางงานวิจัย โดยจัดแสดงเป็นโปสเตอร์ การสาธิต การแสดงแบบจำลอง ผลิตผล ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งคลินิกบริการปรึกษาวิชาการ กว่า 147 โครงการ เช่น นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ จำนวน 10 โครงการ อาทิ โครงการวิจัยไฟฟ้าพลังน้ำไหลต้นแบบคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการบำบัดและใช้ประโยชน์จากขยะตามแนวพระราชดำริ เป็นต้น
คมชัดลึก : http://www.komchadluek.net/detail/20110121/86507/%E0%B8%A1%E0%B8%81.%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9F%E0%B8%A3%E0%B9%8C28%E0%B8%A1.%E0%B8%84.-5%E0%B8%81.%E0%B8%9E..html
คมชัดลึก : http://www.komchadluek.net/detail/20110121/86507/%E0%B8%A1%E0%B8%81.%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9F%E0%B8%A3%E0%B9%8C28%E0%B8%A1.%E0%B8%84.-5%E0%B8%81.%E0%B8%9E..html
ปิติจัง0023นิทรรศการเทิดพระเกียรติองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
วช. จัดงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2554 ซึ่งเป็นวันแห่งการระลึกถึงพระปรีชาสามารถในด้านการประดิษฐ์คิดค้นขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” ซึ่งทรงมีพระราชดำริและทรงประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่าง ๆ มากมายเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้พสกนิกรชาวไทย และสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญคือ
“กังหันชัยพัฒนา” ซึ่งได้รับการทูลเกล้าถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536 นับเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดงานโดยกำหนดให้วันที่ 2 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น “วันนักประดิษฐ์” โดย วช. ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับภาครัฐและเอกชนในการจัดงานในปี 2554 นี้ วช. จัดกิจกรรมเพื่อเทอดพระเกียรติและเผยแพร่พระปรีชาสามารถขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อันจะเป็นแบบอย่างและแรงจูงใจแก่พสกนิกรชาวไทย และยังเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ส่งเสริมและเกื้อกูลการวิจัย การประดิษฐ์คิดค้น การถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันเป็นผลงานของนักประดิษฐ์ไทยไปสู่ภาคสังคม ภาคอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรมอีกด้วย
ซึ่งกิจกรรมภายในงานปีนี้ประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เกี่ยวกับโครงการพระราชดำริ การบริหาร จัดการน้ำแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “พระบารมีจากฟ้าสู่ดิน ไม่มีที่ใดที่น้ำพระทัยไปไม่ถึง” อาทิ โครงการฝนหลวง ฝายชะลอน้ำ น้ำกับการเกษตร (ทฤษฎีใหม่) แก้มลิง หญ้าแฝก คลองลัดโพธิ์ น้ำกับการใช้ชีวิตประจำวัน (การใช้น้ำ) แหลมผักเบี้ย (การบำบัดน้ำเสีย) กังหันน้ำชัยพัฒนา
<http://www.nrct.go.th/index. php?mod=contents&req=view&id= 1027>
<http://www.nrct.go.th/index.
ปิติจัง0022กังหันน้ำต้นแบบคลองลัดโพธิ์ สร้างพลังงาน-ลดโลกร้อน
นับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา โครงการปรับปรุงขุดลอกคลองลัดโพธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ที่กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ เจ้าพระยาตอนล่าง ด้วยการขุดลอกคลองขยายให้กว้าง 80 เมตร ลึก 8 เมตร พร้อมสร้างประตูระบายน้ำ 14 บาน กว้าง 4 เมตร ย่นระยะทางการไหลของแม่น้ำเจ้าพระยาออกลงสู่อ่าวไทยเพียง 600 เมตร จากเดิม 18 กิโลเมตร ได้ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ตลอดสองฝั่งเจ้าพระยา ตั้งแต่ อ.บางไทร จ.อยุธยา, กรุงเทพมหานคร จนถึง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ได้เป็นอย่างดี
การบริหารจัดการน้ำโดยโครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ นอกจากช่วยลดระดับน้ำท่วมสูงสุดได้ 5-6 เซนติเมตร ลดระยะเวลาน้ำท่วมลงได้ 1-2 วัน ยังช่วยให้การไหลของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นระบบ อีกทั้งป้องกันน้ำเค็มรุกเข้าพื้นที่เกษตรกรรมมาจนทุกวันนี้ นั่นคืองานหลักของประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์
และจากพระราชดำรัสในหลวงให้พิจารณาหาวิธีการนำพลังงานน้ำที่ระบายผ่าน คลองลัดโพธิ์มาใช้ประโยชน์เพิ่มเติม โดยกรมชลประทานรับไปดำเนินการเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปี 2549 วันนี้คนไทยจึงได้พบกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าติดตั้งที่ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ กลายเป็นกังหันน้ำปั่นไฟฟ้าต้นแบบ มีคนไทยเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้น ประตูระบายน้ำของกรมชลประทานที่มีอยู่ทั่วประเทศเตรียมจะนำองค์ความรู้การ ผลิตกังหันน้ำนี้ไปประยุกต์ใช้ เป็นการนำสายน้ำมาแก้ปัญหาพลังงานในเมืองไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งเมื่อสามปีที่แล้วว่า "โครงการคลองลัดโพธิ์จะทำประโยชน์ได้อย่างมหัศจรรย์ มีพลังงานมหาศาล จะใช้พลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองทำประโยชน์อย่างอื่นด้วยได้หรือไม่"
"จุดเริ่มต้นของกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าอยู่ที่พระราชดำริของในหลวง กรมชลประทานจึงทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ปี 2550 ร่วมกันศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพคลองลัดโพธิ์ด้านพลังงานน้ำ ระยะเวลาศึกษา 8 เดือน ขณะนี้การศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้ติดตั้งชุดกังหันพลังน้ำสร้างพลังงานอย่างได้ผล เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ในหลวงทรงมีพระราชกระแสรับสั่ง และสามารถขยายผลไปยังโครงการชลประทานอื่นๆ" ชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าว
"กังหันที่ติดตั้งไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ไม่ลดประสิทธิภาพและผลประโยชน์ของโครงการประตูระบายน้ำเดิม เราใช้กายภาพและสิ่งที่มีอยู่ แต่เสริมศักยภาพด้านพลังงานทดแทนเข้าไป แล้วก็ติดตั้งตะแกรงดักขยะ อยากฝากถึงเรื่องนี้ ทำยังไงไม่ให้คนทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง มีทั้งเตียงหัก วงกบประตูหน้าต่าง มาติดตะแกรงเป็นระยะ ปรากฏว่าเป็นอุปสรรคหนึ่งในการผลิตกระแสไฟ"
อย่างไรก็ตาม จากการทดลองกังหันดังกล่าวครั้งแรก นักวิจัยคนเดิมระบุว่า สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าสูง 5.74 กิโลวัตต์ สูงกว่าที่วิเคราะห์และออกแบบไว้ ช่วยลดค่าไฟฟ้าของประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ได้ สำหรับวัสดุที่ใช้ผลิตกังหันโครงการแรกนี้ใช้อุปกรณ์จากต่างประเทศ 30% ที่เหลือนักวิจัยเป็นผู้ผลิตขึ้นเอง แต่กังหันน้ำที่จะติดตั้งบรมธาตุอย่างน้อย 4 ชุด กำลังผลิตรวมกันไม่น้อยกว่า 80 กิโลวัตต์ เป็นวัสดุที่ผลิตขึ้นเองในประเทศ 100% ถ้าสำเร็จก็จะมีการจดสิทธิบัตร และสามารถผลิตไฟใช้กับชุมชน, โรงพยาบาล และวัด นอกจากใช้กับหัวงานของบรมธาตุ ขณะนี้ต้นทุน 2 แสนบาทต่อกำลังการผลิต 1 กิโลวัตต์ แต่ที่บรมธาตุตั้งเป้า 1 แสนบาทต่อกิโลวัตต์ และจะลดต้นทุนให้เหลือ 6 หมื่นบาทต่อกิโลวัตต์ ในโครงการชลประทานต่อๆ ไป จะคืนทุนภายใน 3-4 ปี
วันนี้ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และกรมชลประทานยังคงเดินหน้า ศึกษาและสร้างกังหันพลังน้ำต้นแบบผลิตไฟฟ้าตามแนวพระราชดำริ เพื่อที่จะเอาน้ำมาสร้างพลังงานตามประตูระบายน้ำตลอดจนคลองธรรมชาติต่างๆ ทั่วประเทศ และนักวิจัย มก.ฝากข้อความถึงคนไทยและรัฐบาลว่า
"กังหันน้ำผลิตไฟฟ้า เป็นพลังงานทดแทนที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ตัวการก่อภาวะโลกร้อน แถมต้นทุนไม่แพงเมื่อเทียบกับพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม อยากให้ภาครัฐ กระทรวงพลังงานนำองค์ความรู้นี้ไปต่อยอด ลงมือทำ ช่วยกันคนละไม้คนละ มือ
การบริหารจัดการน้ำโดยโครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ นอกจากช่วยลดระดับน้ำท่วมสูงสุดได้ 5-6 เซนติเมตร ลดระยะเวลาน้ำท่วมลงได้ 1-2 วัน ยังช่วยให้การไหลของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นระบบ อีกทั้งป้องกันน้ำเค็มรุกเข้าพื้นที่เกษตรกรรมมาจนทุกวันนี้ นั่นคืองานหลักของประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์
และจากพระราชดำรัสในหลวงให้พิจารณาหาวิธีการนำพลังงานน้ำที่ระบายผ่าน คลองลัดโพธิ์มาใช้ประโยชน์เพิ่มเติม โดยกรมชลประทานรับไปดำเนินการเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปี 2549 วันนี้คนไทยจึงได้พบกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าติดตั้งที่ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ กลายเป็นกังหันน้ำปั่นไฟฟ้าต้นแบบ มีคนไทยเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้น ประตูระบายน้ำของกรมชลประทานที่มีอยู่ทั่วประเทศเตรียมจะนำองค์ความรู้การ ผลิตกังหันน้ำนี้ไปประยุกต์ใช้ เป็นการนำสายน้ำมาแก้ปัญหาพลังงานในเมืองไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งเมื่อสามปีที่แล้วว่า "โครงการคลองลัดโพธิ์จะทำประโยชน์ได้อย่างมหัศจรรย์ มีพลังงานมหาศาล จะใช้พลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองทำประโยชน์อย่างอื่นด้วยได้หรือไม่"
"จุดเริ่มต้นของกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าอยู่ที่พระราชดำริของในหลวง กรมชลประทานจึงทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ปี 2550 ร่วมกันศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพคลองลัดโพธิ์ด้านพลังงานน้ำ ระยะเวลาศึกษา 8 เดือน ขณะนี้การศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้ติดตั้งชุดกังหันพลังน้ำสร้างพลังงานอย่างได้ผล เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ในหลวงทรงมีพระราชกระแสรับสั่ง และสามารถขยายผลไปยังโครงการชลประทานอื่นๆ" ชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าว
แต่กรมชลประทานไม่หยุดแค่โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ชลิตบอกว่า ทางกรมได้ลงนามความร่วมมือกับ ม.เกษตรฯ ต่อ ในโครงการนำร่องศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพของประตูระบายน้ำบรมธาตุ จ.ชัยนาท ด้านไฟฟ้าพลังงานและการติดตั้งกังหันผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ประจำปี 2553 ซึ่งทีมงานนักวิจัย ม.เกษตรฯ ได้ออกแบบและผลิตชุดกังหันผลิตไฟฟ้านำร่อง กำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 80 กิโลวัตต์ หากผลการพัฒนาประตูระบายน้ำบรมธาตุสำเร็จ ก็จะขยายไปยังประตูระบายน้ำอีก 361 แห่งทั่วประเทศ และถ้าติดตั้งได้ครบ 361 แห่ง จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากประตูระบายน้ำต่างๆ ได้ 23,010 กิโลวัตต์ ลดค่าไฟฟ้าได้ 448,695,000 บาทต่อปี ฐานคิดค่าไฟหน่วยละ 3.25 บาท
ด้าน รศ.ดร.เจษฎา แก้วกัลยา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรฯ และผู้อำนวยการโครงการศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพของคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจาก พระราชดำริด้านไฟฟ้าพลังน้ำ กล่าวถึงความสำเร็จในการออกแบบกังหันต้นแบบนี้ว่า การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศไทย ทั้งที่เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนภูมิพล, เขื่อนศรีนครินทร์, เขื่อนเขาแหลม ล้วนใช้หลักการพลังงานศักย์ คือ ใช้ผลต่างของระดับน้ำที่กักเก็บในอ่างผลิตกระแสไฟฟ้า แต่โครงการศึกษานี้ใช้พลังงานจลน์ เอาความเร็วของน้ำมาผลิต โดยประยุกต์กับช่องบานประตูระบายน้ำของกรมชลประทาน ยังไม่มีที่ไหนในโลกติดตั้งกังหันพลังน้ำแบบนี้กับประตูระบายน้ำ แต่นักวิจัยไทยทำได้ และยังบูรณาการการศึกษาในศาสตร์ต่างๆ อย่างชัดเจน ทั้งวิศวกรรมเครื่องกล, วิศวกรรรมไฟฟ้าและการเดินเรือ, วิศวกรรรมคอมพิวเตอร์ รวมถึงทรัพยากรน้ำ จากนักวิชาการของ มก. ทั้งวิทยาเขตบางเขนและวิทยาเขตศรีราชา แล้วยังมีนิสิตเกษตรศาสตร์ทั้งปริญญาตรีและโทร่วมศึกษาวิจัยด้วย
สำหรับกังหันพลังน้ำต้นแบบที่นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกแบบและ สร้างขึ้นที่คลองลัดโพธิ์ รศ.ชัยวัฒน์ ขยันการนาวี คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะหัวหน้าโครงการศึกษาฯ ให้ข้อมูลว่า การออกแบบเครื่องกังหัน ใช้หลักพลังงานจลน์ของกระแสน้ำไหล ซึ่งใช้หลักการเดียวกับกังหันลม และจากการวิเคราะห์ทางชลศาสตร์ของประตูคลองลัดโพธิ์ ความเร็วของกระแสน้ำในคลองลัดโพธิ์เหมาะสมสามารถพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำได้ โดยคณะนักวิจัยได้ออกแบบกังหันที่เหมาะกับคลองลัดโพธิ์ คำนึงถึงประสิทธิภาพสูงสุด ซ่อมบำรุงง่าย จากการวิเคราะห์ด้านพลศาสตร์การไหลของกังหันต้นแบบ การกระจายตัวของความดันบนกังหันโดยคอมพิวเตอร์ สามารถออกแบบกังหันน้ำแบบหมุนตามแนวแกน มีใบพัดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เมตร 3 ใบ และแบบหมุนขวางการไหล ใบพัดมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร 1 ใบ ความเร็วน้ำ 2 เมตรต่อวินาที กังหันน้ำทั้ง 2 แบบ สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าสูงสุด 5 กิโลวัตต์ พอใช้ในครัวเรือนได้ รองรับการใช้เครื่องปรับอากาศ 2,400 บีทียู 1 ชุด ตู้เย็น 6.7 ลูกบาศก์ฟุต โทรทัศน์สี 20 นิ้ว 1 ชุด หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ 36 วัตต์ 6 ชุด และเครื่องทำน้ำร้อน 1 ชุด
หลักการทำงานกังหันน้ำ อาจารย์ชัยวัฒน์บอกว่า เมื่อกระแสน้ำไหลผ่านใบพัดจะเป็นต้นกำลังหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบแม่ เหล็กถาวรที่บรรจุอยู่ภายในกล่องซึ่งจมน้ำได้ โดยการติดตั้งโครงเหล็กที่มีกังหันจะอยู่ในช่องใส่บานซ่อมบำรุงที่ต่อมท้าย ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ เมื่อเดินเครื่องจะได้กระแสไฟฟ้าสลับ หลังจากนั้นจะใช้เครื่องแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสตรง โดยเชื่อมต่อกับอุปกรณ์แปลงและควบคุมกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะปรับแรงดันและความถี่เพื่อเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง"กังหันที่ติดตั้งไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ไม่ลดประสิทธิภาพและผลประโยชน์ของโครงการประตูระบายน้ำเดิม เราใช้กายภาพและสิ่งที่มีอยู่ แต่เสริมศักยภาพด้านพลังงานทดแทนเข้าไป แล้วก็ติดตั้งตะแกรงดักขยะ อยากฝากถึงเรื่องนี้ ทำยังไงไม่ให้คนทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง มีทั้งเตียงหัก วงกบประตูหน้าต่าง มาติดตะแกรงเป็นระยะ ปรากฏว่าเป็นอุปสรรคหนึ่งในการผลิตกระแสไฟ"
อย่างไรก็ตาม จากการทดลองกังหันดังกล่าวครั้งแรก นักวิจัยคนเดิมระบุว่า สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าสูง 5.74 กิโลวัตต์ สูงกว่าที่วิเคราะห์และออกแบบไว้ ช่วยลดค่าไฟฟ้าของประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ได้ สำหรับวัสดุที่ใช้ผลิตกังหันโครงการแรกนี้ใช้อุปกรณ์จากต่างประเทศ 30% ที่เหลือนักวิจัยเป็นผู้ผลิตขึ้นเอง แต่กังหันน้ำที่จะติดตั้งบรมธาตุอย่างน้อย 4 ชุด กำลังผลิตรวมกันไม่น้อยกว่า 80 กิโลวัตต์ เป็นวัสดุที่ผลิตขึ้นเองในประเทศ 100% ถ้าสำเร็จก็จะมีการจดสิทธิบัตร และสามารถผลิตไฟใช้กับชุมชน, โรงพยาบาล และวัด นอกจากใช้กับหัวงานของบรมธาตุ ขณะนี้ต้นทุน 2 แสนบาทต่อกำลังการผลิต 1 กิโลวัตต์ แต่ที่บรมธาตุตั้งเป้า 1 แสนบาทต่อกิโลวัตต์ และจะลดต้นทุนให้เหลือ 6 หมื่นบาทต่อกิโลวัตต์ ในโครงการชลประทานต่อๆ ไป จะคืนทุนภายใน 3-4 ปี
วันนี้ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และกรมชลประทานยังคงเดินหน้า ศึกษาและสร้างกังหันพลังน้ำต้นแบบผลิตไฟฟ้าตามแนวพระราชดำริ เพื่อที่จะเอาน้ำมาสร้างพลังงานตามประตูระบายน้ำตลอดจนคลองธรรมชาติต่างๆ ทั่วประเทศ และนักวิจัย มก.ฝากข้อความถึงคนไทยและรัฐบาลว่า
"กังหันน้ำผลิตไฟฟ้า เป็นพลังงานทดแทนที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ตัวการก่อภาวะโลกร้อน แถมต้นทุนไม่แพงเมื่อเทียบกับพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม อยากให้ภาครัฐ กระทรวงพลังงานนำองค์ความรู้นี้ไปต่อยอด ลงมือทำ ช่วยกันคนละไม้คนละ มือ
ปิติจัง0021ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อำเภอพระประแดง
ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ : A sluice gate of Khlong Lat Pho, a short canal, part of the Royal initiative project for Bangkok flood prevention.
Unseen version 1.
ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ คือคลองระบายน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากกรณีน้ำเหนือไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา
/www.tiewpakklang.com
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคกลาง
1600 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ : 662 250 5500 ต่อ 1336, 1337
ศูนย์บริการข่าวสารการท่องเที่ยว ททท. 1672
Unseen version 1.
ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ คือคลองระบายน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากกรณีน้ำเหนือไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา
/www.tiewpakklang.com
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคกลาง
1600 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ : 662 250 5500 ต่อ 1336, 1337
ศูนย์บริการข่าวสารการท่องเที่ยว ททท. 1672
ปิติจัง0020 ปวงประชาปลื้มปิติ พระบารมีในหลวง เสด็จเปิดประตูน้ำคลองลัดโพธิ์ - สะพานภูมิพล1-2
ปวงประชาปลื้มปิติพระบารมีในหลวงเสด็จเปิดประตูน้ำคลองลัดโพธิ์-สะพานภูมิพล1-2
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 25 พฤศจิกายน 2553 00:07 น.
ASTVผู้จัดการรายวัน - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 และภูมิพล 2 ที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ท่ามกลางประชาชนเฝ้ารอรับเสด็จเป็นจำนวนมากที่เปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องทั่วคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยา นับเป็นครั้งแรกที่พระองค์เสด็จฯ ออกเป็นระยะทางไกลหลังจากที่ทรงประทับพักฟื้นพระวรกายอยู่ที่ รพ.ศิริราช
วานนี้ (24 พ.ย.) เวลา 16.30น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ลงจากชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติโรงพยาบาลศิริราช พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากอาคารเฉลิมพระเกียรติไปยังท่าเทียบ เรือสมาคมศิษย์เก่า คณะแพทศาสตร์ศิริราช ประทับเรือพระที่นั่งอังสนาที่กองทัพเรือจัดถวาย เพื่อเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคจากโรงพยาบาลศิริราชไปยังคลองลัดโพธิ์ ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เพื่อทรงเป็นประธานในพิธีเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 ภูมิพล 2 รวมระยะทางการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ 16 ก.ม.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์สูทชุดสีกากี เชิ้ตสีขาว ทรงมีสีพระพักต์สดใส และเสด็จพระประทับบนด้านหัวเรือพระที่นั่ง ซึ่งมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงประทับอยู่ด้านข้าง โดยมีคณะบุคคลสำคัญตามเสด็จ อาทิ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี,นายสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร.นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดี กรมชลประทาน นายวิชาญ คุณากูลสวัสดิ์อธิบดีกรมทางหลวงชนบท
การเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคครั้งนี้ ถือเป็นการเสด็จฯ ครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังจากที่ทรงทอดพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร และนับเป็นครั้งแรกที่พระองค์เสด็จฯ ออกเป็นระยะทางไกลหลังจากที่ทรงประทับพักฟื้นพระวรกายอยู่ที่ รพ.ศิริราช
โดยตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มตั้งแต่ฝั่งโรงพยาบาลศิริราชและ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์เป็นความยาวประมาณ 16 กิโลเมตร มีประชาชนเป็นจำนวนมากพร้อมใจสวมเสื้อสีชมพูพร้อมโบกธงชาติไทยและธงตรา สัญญลักษณ์ประจำพระองค์ภปร.มาเฝ้ารับเสด็จฯ ครั้นเมื่อเรือพระที่นั่งเคลื่อนผ่านมาที่ใด จะมีประชาชนเปล่งเสียง “ ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องไปทั่วคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นบรรยากาศที่ปลื้มปิติเหนือคำบรรยายขนาดบางคนถึงกับร่ำไห้ด้วยความปลาบ ปลื้มยินดี
กระทั่งเวลา 18.05 น เรือพระที่นั่งอังสนาได้มาถึงยังปากคลองประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ท่ามกลางประชาชนชาวพระประแดงที่สวมเสื้อสีชมพูมาจับจองพื้นที่เฝ้ารับเสด็จ อย่างเนืองแน่นตั้งแต่เที่ยง และทันทีที่เรือพระที่นั่งอังสนามาถึง ประชาชนที่เฝ้ารอรับเสด็จได้พร้อมใจกันเปล่งเสียง”ทรงพระเจริญ”ดังกึกก้อง ไม่ขาดสาย
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลถวายรายงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรวีดิทัศน์ความเป็นมาของโครงการบน เรือพระที่นั่ง ต่อจากนั้นจึงเป็นพิธีเปิดโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงวางพระหัตถ์บนแท่น ที่ฉายภาพแผนที่เพื่อทรงเปิดประตูระบายน้ำและสะพานภูมิพล 1 สะพานภูมิพล 2
หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงไฮไลต์พิเศษของพระราชพิธี โดยใช้เทคนิคPYRO TECHNIC แสดงแสงสีเสียงบริเวณด้านหลังประตูระบายน้ำ และยังมีการยิงแสงเลเซอร์ไปบนยอดสะพานภูมิพล 1 เป็นรูปพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับทุกคนที่เฝ้าชมการแสดงเป็นอย่างมาก
ต่อจากนั้นเป็นการจุดพลุ 3 ชุดด้วยกัน คือชุดที่ 1 ชื่อ “ประตูเชื่อมสุข” ซึ่งใช้พลุทั้งหมด 99 นัด ชุดที่ 2 ชื่อ “สะพานเชื่อมใจ” จำนวน 250 นัด และชุดที่ 3 ในชื่อ “ ที่สุดแห่งพระมหากรุณาธิคุณ ที่สุดแห่งการบูรณาการ” จำนวน 99 นัด ประกายพลุเจิดจ้าสว่างไสวเต็มท้องฟ้าเหนือสะพานภูมิพล 1 กลายเป็นภาพที่สวยงามสะกดให้ทุกคนต้องตื่นตลึง
จนถึงเวลา 18.45 น.เรือพระที่นั่งอังสนา ออกจากปากคลองประตูระบายน้ำ กลับมาถึงท่าเทียบเรือ สมาคมศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราช เวลา 19.35 น.
นายวัชระ เติมวรรธนภัทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทรงคนอง อ.พระประแดง กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาพื้นที่บริเวณ อ.พระประแดงโดยรอบและพื้นที่ติดริมน้ำเจ้าพระยาในเขต กทม. ประสบปัญหาน้ำทะเลหนุนและปัญหาน้ำหลากมาโดยตลอด รวมถึงปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่ กว่า 50,000 คน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาคลองลัดโพธิ์ และมีพระราชดำริให้สร้างสะพานภูมิพล 1 และ สะพานภูมิพล 2 ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ที่สำคัญการก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ไม่ได้ช่วยเหลือเพียงแค่ชาวบ้านในอ. พระประแดงและชาวกทม. เท่านั้น แต่ยังช่วยเหลือชาวบ้านใน จ. นครสวรรค์และอีกหลายจังหวัดที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ได้อีกด้วย เพราะประตูน้ำคลองลัดโพธิ์ สามารถระบายน้ได้ถึง 500 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งถ้าไม่มีประตูระบายน้ำ ณ คลองแห่งนี้ ประเทศไทยอาจจะประสบแญหาน้ำท่วมมากกว่านี้
“นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้นต่อชาวพระประแดง และปวงชนชาวไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักมากที่สุดในโลก ทรงบรรเทาทุกข์และความเดือดร้อนของประชาชนให้หมดสิ้นไป ทำให้ประชาชนทุกคนมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นายวัชระกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงเช้าวานนี้ บริเวณประตูระบายน้ำปากคลองลัดโพธิ์ สถานที่จัดพิธี ส่วนราชการจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับอบต.ทรงคนอง กรมชลประทาน เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ได้ร่วมกันทำความสะอาด ตกแต่งประดับประดา ประตูระบายน้ำ ติดตั้งระบบแสงสี เพื่อจัดแสดงประวัติความเป็นมาของโครงการคลองลัดโพธิ์ รวมทั้งติดตั้งระบบแสงสีด้วยระบบวิชัวล์สามมิติ ทั้งนี้ยังได้เปิดสวนสาธารณะคลองลัดโพธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ใช้สะพานภูมิพล 1-2 หรือสะพานวงแหวนอุตสาหกรรม เพื่อให้ประชาชนเข้ามาเฝ้ารอรับเสด็จฯ โดยนำจอโปรเจคเตอร์ ขนาดใหญ่ จำนวน 5 จอมาติดตั้งไว้ เพื่อถ่ายทอดประวัติความเป็นมาของการก่อสร้างคลองลัดโพธิ์ให้ประชาชนได้ชม พระบารมี
การแสดง ความปลื้ม ปิติ ของประชาชน 1 (ปิติ จัง)
น.ส.วิมลรัตน์ แสงอุไร อายุ 47 ปี ชาวต.บางน้ำผึ้ง หนึ่งในประชาชนชาวพระประแดงหลายหมื่นคนที่มาเฝ้าชื่นชมพระบารมีในหลวง เปิดเผยว่า สภาพของชาวบ้านในเขตพื้นที่ 6 ตำบล สมัยก่อน ได้รับความเดือนร้อนจากน้ำท่วม ในช่วงน้ำทะเลหนุน บางครั้งต้องลุยน้ำเท่าเอว ออกจากบ้าน โดยเฉพาะเมื่อปี 38 น้ำท่วมสูงที่สุด ชาวบ้านจำนวนมากทนความเดือดร้อนไม่ได้ ประกอบกับการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากน้ำท่วม จึงมีหลายคนขายที่ ขายสวน อพยพออกนอกพื้นที่ เพื่อไปทำกินที่อื่น แต่หลังจากมีโครงการพระราชดำริคลองลัดโพธิ์ น้ำที่เคยท่วมก็หายไป ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น น้ำก็ไม่ท่วม มีตลาดน้ำอยู่ในระแวกใกล้เคียง ทุกวันนี้หลายคนเริ่ม ชีวิตที่ดี วันนี้ตนเดินทางมาตั้งแต่เที่ยงเพื่อรอชมพระบารมี และภูมิใจที่มีโครงการพระราชดำริเกิดขึ้น
การแสดง ความปลื้ม ปิติ ของประชาชน 2 (ปิติ จัง)
ส่วนคุณป้าสำลี แม่ค้าในตลาสดบางน้ำผึ้ง กล่าวว่าจนรู้สึกภาคภูมิใจมากที่สุดในชีวิตที่มีโอกาสเข้าเฝ้าในหลวง แม้ว่าจะได้ชื่นชมพระพักตร์ผ่านจอโปรเจคเตอร์ที่ทางจังหวัดจัดให้ก็ตาม นอกจากนี้ป้าสำลียังเปิดเผยว่าเมื่อก่อนตอนเล็ก ๆ นั้นแม่ของป่าสำลีซึ่งเป็นแม่ค้าขายของอยู่ในตลาดแห่งนี้มาก่อน ต้องประสบปัญหาน้ำท่วมจนขายของไม่ได้ ตนต้องมาคอยช่วยแม่หอบของหนีน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ บางครั้งซ้ำร้ายหอบของหนีไม่ทันต้องขาดทุนเป็นจำนวนมาก แต่หลังจากที่มีคลองลัดโพธิ์แล้ว ชีวิตแม่ค้าในตลาดสดที่นี่ก็มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ป้าสำลีจะไม่ลืมเลย
สำหรับคลองลัดโพธิ์เป็นชื่อคลองเดิมบริเวณเขตติดต่อพื้นที่ จ.สมุทรปราการและกรุงเทพฯ เดิมทีมีลักษณะตื้นเขิน ต่อมาได้จัดสร้างเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ เป็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพฯ โดยยึดหลักการ “เบี่ยงน้ำ” ภายใต้การดูแลอของหน่วยงานหลัก 3 หน่วยงานคือ กรมชลประทาน กรุงเทพฯ และ คณะกรรมการพิเศษประสานงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีหลักการคือจากสภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมมีลักษณะไหลวนคดเคี้ยวบริเวณรอบ พื้นที่บางกระเจ้านั้น มีความยาววถึง 18 กม.ทำให้การระบายน้ำที่ท่วมพื่นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ เป็นไปได้ช้า ไม่ทันเวลาน้ำทะเลหนุน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้พัฒนาใช้คลองลัดโพธิ์ ซึ่งเดิมมีความตื้นเขิน มีความยาวราว 600 เมตรให้ใช้ระบายน้ำที่หลากและน้ำที่ท่วมทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ ทะเลทันที ในช่วงก่อนที่น้ำทะเลหนุน คลองลัดโพธิ์เป็นคลองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระกระแสพระราชดำรัสถึงเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.49 ว่าเป็นสถานที่ตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำ ที่ต้องการความรู้เรื่องเกี่ยวกับเวลาน้ำขึ้นน้ำลง หากบริหารจัดการให้ถูกต้องจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้
พร้อมกันนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ยังทรงมีพระราชดำรัสในวันที่ 11 ส.ค.53 อีกว่า ถ้าปรับปรุงคลองลัดโพธิ์ซึ่งเชื่อมต่อด้านเหนือและปลายโค้งได้ ก็สามารถใช้เป็นทางลัดระบายน้ำได้เร็ว เพราะระยะทางสั้นเพียง 600 เมตรเท่านั้น
ดังนั้นกรมชลประทานจึงดำเนินการตามพระราชดำริเมื่อ พ.ศ.2546 เสร็จในปี พ.ศ.2548 โดยมีประตูระยายน้ำควบคุมน้ำที่ไหลผ่าน ไม่ให้มากเกินไปและป้องกันน้ำเค็มไหลย้อน โครงการลัดโพธิ์ช่วยลดระดับน้ำหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และลดระยะเวลาน้ำท่วมขังลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปลาบปลื้มชื่นชมโครงการนี้มาก มีพระราชดำริให้ศึกษาการใช้พลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองให้เกิดประโยชน์ กรมชลประทานและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงร่วมกันประดิษฐ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ยื่นขอจดสิทธิบัตรงานทั้ง สองชิ้นในพระปรมาภิไธยด้วย
สำหรับสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2538 เพื่อใช้เป็นโครงข่ายถนนรองรับการขนถ่ายลำเลียงสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพ ต่อเนื่องไปจนถึงพื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการ และภูมิภาคอื่นๆของประเทศ เพื่อมิให้รถบรรทุกวิ่งเข้าไปในตัวเมือง อันเป็นสาเหตุของการจราจรติดขัดโดยรอบ
http://www2.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000166474
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 25 พฤศจิกายน 2553 00:07 น.
ASTVผู้จัดการรายวัน - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 และภูมิพล 2 ที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ท่ามกลางประชาชนเฝ้ารอรับเสด็จเป็นจำนวนมากที่เปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องทั่วคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยา นับเป็นครั้งแรกที่พระองค์เสด็จฯ ออกเป็นระยะทางไกลหลังจากที่ทรงประทับพักฟื้นพระวรกายอยู่ที่ รพ.ศิริราช
วานนี้ (24 พ.ย.) เวลา 16.30น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ลงจากชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติโรงพยาบาลศิริราช พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากอาคารเฉลิมพระเกียรติไปยังท่าเทียบ เรือสมาคมศิษย์เก่า คณะแพทศาสตร์ศิริราช ประทับเรือพระที่นั่งอังสนาที่กองทัพเรือจัดถวาย เพื่อเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคจากโรงพยาบาลศิริราชไปยังคลองลัดโพธิ์ ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เพื่อทรงเป็นประธานในพิธีเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 ภูมิพล 2 รวมระยะทางการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ 16 ก.ม.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์สูทชุดสีกากี เชิ้ตสีขาว ทรงมีสีพระพักต์สดใส และเสด็จพระประทับบนด้านหัวเรือพระที่นั่ง ซึ่งมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงประทับอยู่ด้านข้าง โดยมีคณะบุคคลสำคัญตามเสด็จ อาทิ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี,นายสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร.นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดี กรมชลประทาน นายวิชาญ คุณากูลสวัสดิ์อธิบดีกรมทางหลวงชนบท
การเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคครั้งนี้ ถือเป็นการเสด็จฯ ครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังจากที่ทรงทอดพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร และนับเป็นครั้งแรกที่พระองค์เสด็จฯ ออกเป็นระยะทางไกลหลังจากที่ทรงประทับพักฟื้นพระวรกายอยู่ที่ รพ.ศิริราช
โดยตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มตั้งแต่ฝั่งโรงพยาบาลศิริราชและ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์เป็นความยาวประมาณ 16 กิโลเมตร มีประชาชนเป็นจำนวนมากพร้อมใจสวมเสื้อสีชมพูพร้อมโบกธงชาติไทยและธงตรา สัญญลักษณ์ประจำพระองค์ภปร.มาเฝ้ารับเสด็จฯ ครั้นเมื่อเรือพระที่นั่งเคลื่อนผ่านมาที่ใด จะมีประชาชนเปล่งเสียง “ ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องไปทั่วคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นบรรยากาศที่ปลื้มปิติเหนือคำบรรยายขนาดบางคนถึงกับร่ำไห้ด้วยความปลาบ ปลื้มยินดี
กระทั่งเวลา 18.05 น เรือพระที่นั่งอังสนาได้มาถึงยังปากคลองประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ท่ามกลางประชาชนชาวพระประแดงที่สวมเสื้อสีชมพูมาจับจองพื้นที่เฝ้ารับเสด็จ อย่างเนืองแน่นตั้งแต่เที่ยง และทันทีที่เรือพระที่นั่งอังสนามาถึง ประชาชนที่เฝ้ารอรับเสด็จได้พร้อมใจกันเปล่งเสียง”ทรงพระเจริญ”ดังกึกก้อง ไม่ขาดสาย
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลถวายรายงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรวีดิทัศน์ความเป็นมาของโครงการบน เรือพระที่นั่ง ต่อจากนั้นจึงเป็นพิธีเปิดโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงวางพระหัตถ์บนแท่น ที่ฉายภาพแผนที่เพื่อทรงเปิดประตูระบายน้ำและสะพานภูมิพล 1 สะพานภูมิพล 2
หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงไฮไลต์พิเศษของพระราชพิธี โดยใช้เทคนิคPYRO TECHNIC แสดงแสงสีเสียงบริเวณด้านหลังประตูระบายน้ำ และยังมีการยิงแสงเลเซอร์ไปบนยอดสะพานภูมิพล 1 เป็นรูปพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับทุกคนที่เฝ้าชมการแสดงเป็นอย่างมาก
ต่อจากนั้นเป็นการจุดพลุ 3 ชุดด้วยกัน คือชุดที่ 1 ชื่อ “ประตูเชื่อมสุข” ซึ่งใช้พลุทั้งหมด 99 นัด ชุดที่ 2 ชื่อ “สะพานเชื่อมใจ” จำนวน 250 นัด และชุดที่ 3 ในชื่อ “ ที่สุดแห่งพระมหากรุณาธิคุณ ที่สุดแห่งการบูรณาการ” จำนวน 99 นัด ประกายพลุเจิดจ้าสว่างไสวเต็มท้องฟ้าเหนือสะพานภูมิพล 1 กลายเป็นภาพที่สวยงามสะกดให้ทุกคนต้องตื่นตลึง
จนถึงเวลา 18.45 น.เรือพระที่นั่งอังสนา ออกจากปากคลองประตูระบายน้ำ กลับมาถึงท่าเทียบเรือ สมาคมศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราช เวลา 19.35 น.
นายวัชระ เติมวรรธนภัทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทรงคนอง อ.พระประแดง กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาพื้นที่บริเวณ อ.พระประแดงโดยรอบและพื้นที่ติดริมน้ำเจ้าพระยาในเขต กทม. ประสบปัญหาน้ำทะเลหนุนและปัญหาน้ำหลากมาโดยตลอด รวมถึงปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่ กว่า 50,000 คน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาคลองลัดโพธิ์ และมีพระราชดำริให้สร้างสะพานภูมิพล 1 และ สะพานภูมิพล 2 ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ที่สำคัญการก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ไม่ได้ช่วยเหลือเพียงแค่ชาวบ้านในอ. พระประแดงและชาวกทม. เท่านั้น แต่ยังช่วยเหลือชาวบ้านใน จ. นครสวรรค์และอีกหลายจังหวัดที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ได้อีกด้วย เพราะประตูน้ำคลองลัดโพธิ์ สามารถระบายน้ได้ถึง 500 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งถ้าไม่มีประตูระบายน้ำ ณ คลองแห่งนี้ ประเทศไทยอาจจะประสบแญหาน้ำท่วมมากกว่านี้
“นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้นต่อชาวพระประแดง และปวงชนชาวไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักมากที่สุดในโลก ทรงบรรเทาทุกข์และความเดือดร้อนของประชาชนให้หมดสิ้นไป ทำให้ประชาชนทุกคนมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นายวัชระกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงเช้าวานนี้ บริเวณประตูระบายน้ำปากคลองลัดโพธิ์ สถานที่จัดพิธี ส่วนราชการจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับอบต.ทรงคนอง กรมชลประทาน เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ได้ร่วมกันทำความสะอาด ตกแต่งประดับประดา ประตูระบายน้ำ ติดตั้งระบบแสงสี เพื่อจัดแสดงประวัติความเป็นมาของโครงการคลองลัดโพธิ์ รวมทั้งติดตั้งระบบแสงสีด้วยระบบวิชัวล์สามมิติ ทั้งนี้ยังได้เปิดสวนสาธารณะคลองลัดโพธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ใช้สะพานภูมิพล 1-2 หรือสะพานวงแหวนอุตสาหกรรม เพื่อให้ประชาชนเข้ามาเฝ้ารอรับเสด็จฯ โดยนำจอโปรเจคเตอร์ ขนาดใหญ่ จำนวน 5 จอมาติดตั้งไว้ เพื่อถ่ายทอดประวัติความเป็นมาของการก่อสร้างคลองลัดโพธิ์ให้ประชาชนได้ชม พระบารมี
การแสดง ความปลื้ม ปิติ ของประชาชน 1 (ปิติ จัง)
น.ส.วิมลรัตน์ แสงอุไร อายุ 47 ปี ชาวต.บางน้ำผึ้ง หนึ่งในประชาชนชาวพระประแดงหลายหมื่นคนที่มาเฝ้าชื่นชมพระบารมีในหลวง เปิดเผยว่า สภาพของชาวบ้านในเขตพื้นที่ 6 ตำบล สมัยก่อน ได้รับความเดือนร้อนจากน้ำท่วม ในช่วงน้ำทะเลหนุน บางครั้งต้องลุยน้ำเท่าเอว ออกจากบ้าน โดยเฉพาะเมื่อปี 38 น้ำท่วมสูงที่สุด ชาวบ้านจำนวนมากทนความเดือดร้อนไม่ได้ ประกอบกับการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากน้ำท่วม จึงมีหลายคนขายที่ ขายสวน อพยพออกนอกพื้นที่ เพื่อไปทำกินที่อื่น แต่หลังจากมีโครงการพระราชดำริคลองลัดโพธิ์ น้ำที่เคยท่วมก็หายไป ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น น้ำก็ไม่ท่วม มีตลาดน้ำอยู่ในระแวกใกล้เคียง ทุกวันนี้หลายคนเริ่ม ชีวิตที่ดี วันนี้ตนเดินทางมาตั้งแต่เที่ยงเพื่อรอชมพระบารมี และภูมิใจที่มีโครงการพระราชดำริเกิดขึ้น
การแสดง ความปลื้ม ปิติ ของประชาชน 2 (ปิติ จัง)
ส่วนคุณป้าสำลี แม่ค้าในตลาสดบางน้ำผึ้ง กล่าวว่าจนรู้สึกภาคภูมิใจมากที่สุดในชีวิตที่มีโอกาสเข้าเฝ้าในหลวง แม้ว่าจะได้ชื่นชมพระพักตร์ผ่านจอโปรเจคเตอร์ที่ทางจังหวัดจัดให้ก็ตาม นอกจากนี้ป้าสำลียังเปิดเผยว่าเมื่อก่อนตอนเล็ก ๆ นั้นแม่ของป่าสำลีซึ่งเป็นแม่ค้าขายของอยู่ในตลาดแห่งนี้มาก่อน ต้องประสบปัญหาน้ำท่วมจนขายของไม่ได้ ตนต้องมาคอยช่วยแม่หอบของหนีน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ บางครั้งซ้ำร้ายหอบของหนีไม่ทันต้องขาดทุนเป็นจำนวนมาก แต่หลังจากที่มีคลองลัดโพธิ์แล้ว ชีวิตแม่ค้าในตลาดสดที่นี่ก็มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ป้าสำลีจะไม่ลืมเลย
สำหรับคลองลัดโพธิ์เป็นชื่อคลองเดิมบริเวณเขตติดต่อพื้นที่ จ.สมุทรปราการและกรุงเทพฯ เดิมทีมีลักษณะตื้นเขิน ต่อมาได้จัดสร้างเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ เป็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพฯ โดยยึดหลักการ “เบี่ยงน้ำ” ภายใต้การดูแลอของหน่วยงานหลัก 3 หน่วยงานคือ กรมชลประทาน กรุงเทพฯ และ คณะกรรมการพิเศษประสานงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีหลักการคือจากสภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมมีลักษณะไหลวนคดเคี้ยวบริเวณรอบ พื้นที่บางกระเจ้านั้น มีความยาววถึง 18 กม.ทำให้การระบายน้ำที่ท่วมพื่นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ เป็นไปได้ช้า ไม่ทันเวลาน้ำทะเลหนุน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้พัฒนาใช้คลองลัดโพธิ์ ซึ่งเดิมมีความตื้นเขิน มีความยาวราว 600 เมตรให้ใช้ระบายน้ำที่หลากและน้ำที่ท่วมทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ ทะเลทันที ในช่วงก่อนที่น้ำทะเลหนุน คลองลัดโพธิ์เป็นคลองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระกระแสพระราชดำรัสถึงเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.49 ว่าเป็นสถานที่ตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำ ที่ต้องการความรู้เรื่องเกี่ยวกับเวลาน้ำขึ้นน้ำลง หากบริหารจัดการให้ถูกต้องจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้
พร้อมกันนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ยังทรงมีพระราชดำรัสในวันที่ 11 ส.ค.53 อีกว่า ถ้าปรับปรุงคลองลัดโพธิ์ซึ่งเชื่อมต่อด้านเหนือและปลายโค้งได้ ก็สามารถใช้เป็นทางลัดระบายน้ำได้เร็ว เพราะระยะทางสั้นเพียง 600 เมตรเท่านั้น
ดังนั้นกรมชลประทานจึงดำเนินการตามพระราชดำริเมื่อ พ.ศ.2546 เสร็จในปี พ.ศ.2548 โดยมีประตูระยายน้ำควบคุมน้ำที่ไหลผ่าน ไม่ให้มากเกินไปและป้องกันน้ำเค็มไหลย้อน โครงการลัดโพธิ์ช่วยลดระดับน้ำหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และลดระยะเวลาน้ำท่วมขังลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปลาบปลื้มชื่นชมโครงการนี้มาก มีพระราชดำริให้ศึกษาการใช้พลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองให้เกิดประโยชน์ กรมชลประทานและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงร่วมกันประดิษฐ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ยื่นขอจดสิทธิบัตรงานทั้ง สองชิ้นในพระปรมาภิไธยด้วย
สำหรับสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2538 เพื่อใช้เป็นโครงข่ายถนนรองรับการขนถ่ายลำเลียงสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพ ต่อเนื่องไปจนถึงพื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการ และภูมิภาคอื่นๆของประเทศ เพื่อมิให้รถบรรทุกวิ่งเข้าไปในตัวเมือง อันเป็นสาเหตุของการจราจรติดขัดโดยรอบ
http://www2.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000166474
ปิติจัง0019 พสกนิกรปลื้ม ปิติ ในหลวงเสด็จฯเปิดคลองลัดโพธิ์
จาก เรื่องเล่าเช้านี้..ประชาชนได้ แสดง ความ ปลื้ม ปิติ ที่ได้เฝ้ารับเสด็จ
เมื่อวานนี้ (24 พ.ย.2553) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคจากท่าน้ำโรงพยาบาลศิริราชไปทรงเปิดประตูระบาย น้ำที่คลองลัดโพธิ์ จ.สมุทรปราการ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 ตลอดเส้นทางการเสด็จฯ เต็มไปด้วยประชาชนเฝ้ารอรับเสด็จพร้อมเปล่งเสียง 'ทรงพระเจริญ' ดังกึกก้อง (นำความปลื้ม ปิติ แก่ ประชาชน ที่เฝ้ารอรับเด็จ ตลอด สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (ปิติ จัง 0019) )
ระยะเวลา :00:24:35
วันออกอากาศ : 25 พฤศจิกายน 2553
http://morning-news.bectero.com/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81/%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%20%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%AF%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C-201011251-11.html
เมื่อวานนี้ (24 พ.ย.2553) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคจากท่าน้ำโรงพยาบาลศิริราชไปทรงเปิดประตูระบาย น้ำที่คลองลัดโพธิ์ จ.สมุทรปราการ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 ตลอดเส้นทางการเสด็จฯ เต็มไปด้วยประชาชนเฝ้ารอรับเสด็จพร้อมเปล่งเสียง 'ทรงพระเจริญ' ดังกึกก้อง (นำความปลื้ม ปิติ แก่ ประชาชน ที่เฝ้ารอรับเด็จ ตลอด สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (ปิติ จัง 0019) )
ระยะเวลา :00:24:35
วันออกอากาศ : 25 พฤศจิกายน 2553
http://morning-news.bectero.com/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81/%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%20%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%AF%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C-201011251-11.html
ปิติจัง0018 มูลนิธิพระดาบส
มูลนิธิพระดาบส
http://www.youtube.com/watch?v=LdwsQZMgeK0&feature=player_embedded
ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำริว่า ขณะนี้ยังมีบุคคลอีกจำนวนมากที่มีความตั้งใจจริง มีศรัทธา ขวนขวายหาความรู้เป็นวิชาชีพใส่ตน แต่ประสบปัญหาไม่มีความรู้พื้นฐาน และไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะเข้าศึกษาต่อ ในสถาบันการศึกษาวิชาชีพระดับต่างๆได้ หากมีช่องทางช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้ ให้มีความรู้วิชาชีพที่เขาปรารถนา ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติได้ ในการช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้ ได้ทรงรำลึกถึงวิธีการประสิทธิ์ประสาทวิชา ของครูบาอาจารย์ในโบราณกาล เช่น พระดาบส
ดังนั้น หากนำเอาวิธีการประสิทธิ์ประศาสตร์วิชาการ ของพระดาบสมาประยุกต์ใช้ โดยจัดเป็นรูปการศึกษานอกระบบแล้ว นอกจากจะช่วยให้ผู้มาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ได้ความรู้เป็นวิชาชีพแล้ว ยังช่วยให้ผู้นั้นเป็นผู้ที่มีศีลธรรมจรรยา มีน้ำใจ ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาสังคมส่วนรวมได้ผลยิ่งขึ้น แต่ในปัจจุบันนี้ ป่าธรรมชาติที่เป็นที่พำนักอาศัยของพระดาบสนั้นนับว่าจะน้อยลงไป จึงจำเป็นต้องใช้ป่าสังเคราะห์หรือป่าคอนกรีต เป็นที่ตั้งสำนักพระดาบสแทน
โครงการ พระดาบสนี้ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 จนถึงปัจจุบัน โรงเรียนผู้ใหญ่พระดาบสได้ทำการสอนวิชาชีพ แขนงต่างๆ ไปแล้ว ได้แก่ หลักสูตรเตรียมช่าง ใช้ระยะเวลาการศึกษา 3 เดือน หลักสูตรช่างไฟฟ้าการกำลัง ใช้ระยะเวลาการ ศึกษา 1 ปี หลักสูตรช่างประปาภายในอาคาร และช่างเครื่องสุขภัณฑ์ ใช้ระยะเวลาการศึกษา 9 เดือน และหลักสูตรพนักงาน ขับรถ ใช้ระยะเวลาการศึกษา 5 เดือน มีผู้ที่ผ่านหลักสูตรดังกล่าวสามารถออกไปประกอบอาชีพได้ตามแนวกระแสพระราช ดำริ จำนวน 632 คน ในจำนวนนี้ เป็นผู้ที่ได้เข้ารับการอบรมครบถ้วนตามหัวข้อวิชา และชั่วโมงเรียนตามที่ได้กำหนดไว้ในหลักสูตร หลัก คือ หลักสูตรช่างไฟฟ้าวิทยุโทรทัศน์ และหลักสูตรช่างเครื่องยนต์ จำนวน 232 คน อนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2533 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้โรงเรียนช่างฝีมือมักกะสัน การ รถไฟแห่งประเทศไทยเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนช่างฝีมือพระดาบส การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยจะทำการฝึกอบรมบุตร หลานของพนักงานรถไฟให้เป็นช่างฝีมือเจริญรอยตามแนวกระแสพระราชดำริเกี่ยวกับ โครงการพระดาบส โรงเรียนนี้ได้ เปิดการอบรมมาแล้วรวม 3 รุ่น มีผู้สำเร็จการอบรมไปแล้วรวม 150 คน
การบริการตรวจซ่อม ได้เปิดให้บริการเป็นรูปสหกรณ์ ตรวจซ่อมเครื่องไฟฟ้า ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ พัดลม เตารีดไฟฟ้า เครื่องรับวิทยุ เครื่องรับโทรทัศน์สีและขาวดำ เครื่องขยายเสียง เครื่องวิดิโอเทป งานติดตั้งไฟฟ้าภายในอาคาร งานซ่อมเครื่องยนต์ งานซ่อมรถยนต์ ช่างโลหะ งานเชื่อม งานเคาะและพ่นสี ฯลฯ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความชำนาญ และ ประสบการณ์ในการทำงานกับเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมภายใต้ความ ดูแลของ พระดาบสอาจารย์โดยใกล้ชิด ปรากฏว่าได้ผลสมความมุ่งหมาย โดยในปี พ.ศ. 2537 ได้มีบุคคลภายนอกสนใจเรียกใช้บริการดังกล่าวมากถึง 1,433 ราย มี รายได้มากถึง 320,471 บาท เงินรายได้นี้เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว ได้จัดสรรให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมเฉลี่ยตามแรงงาน เงิน จำนวนนี้ทางมูลนิธิฯ ได้เก็บรวบรวมไว้และจ่ายให้ผู้ได้รับประโยชน์เมื่อเสร็จสิ้นการศึกษาแล้ว เพื่อให้เป็นทุนรอนในการ ประกอบอาชีพตั้งตัวต่อไป
ค่าใช้จ่ายและทุนการดำเนินงานของมูลนิธิ พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ สนับสนุนโครงการพระดาบส ตั้งแต่ต้นตลอดมา นอกจากนี้ได้มีบริษัท ห้างร้านเอกชนบริจาค เงิน สิ่งของ เครื่องมือเครื่องใช้โดยเสด็จพระราชกุศลด้วย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามโครงการนี้จนถึงปัจจุบัน เฉลี่ยแล้วประมาณเดือนละ 130,000 บาท (ไม่รวมค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน) ซึ่งจะเพิ่มมากกว่านี้อีกหากมีการขยายงานออกไป
นับตั้งแต่เปิดดำเนิน การมา ได้มีผู้สนใจยื่นใบสมัคร แสดงความจำนงขอเข้ารับการฝึกอบรม เป็นจำนวนมาก ผู้ที่ยื่นใบสมัครทุกรายอยู่ในข่ายที่จะได้รับพระบรมราชานุเคราะห์ แต่เนื่องจากสถานที่ฝึกอบรม ทั้งห้องเรียนและห้องฝึกปฏิบัติ รวมทั้งสถาน ที่พัก มีจำนวนจำกัดจึงไม่สามารถสนองความต้องการได้เต็มที่
ดังกล่าว ข้างต้น ถึงแม้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วน พระองค์ ก่อสร้างอาคารที่พักและฝึกอบรม และคณะกรรมการจัดหาทุนฯ ได้จัดสร้างอาคารเรียนให้เพิ่มเติมก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากสถานที่ปัจจุบัน มีพื้นที่จำกัด
หากจะต้องมีการพัฒนาการฝึกอบรมออกไปจำเป็นจะต้อง มีวิธีการจัดหาที่ดินมีพื้นที่กว้างขวางยิ่งขึ้นและก่อสร้างอาคาร เพิ่มเติม
ทรัพย์สินของมูลนิธิมีทุนเริ่มแรก คือเงิน สด จำนวน 5,000,000.00 บาท (ห้าล้านบาทถ้วน) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน นอกจากนี้ เงินที่บุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล ที่ได้ทูลเกล้าถวายโดยระบุเจตนาว่า โดยเสด็จพระราชกุศลโครงการพระดาบส ก่อนหน้านี้ให้ถือเป็นเงินของมูลนิธิทั้งสิ้น
มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีดังต่อไปนี้
•เงินหรือทรัพย์สินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้แก่มูลนิธิเพิ่มเติม
•เงิน หรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบ ในหนี้สินหรือภาระติดพันอื่นใด
•เงินหรือทรัพย์สินที่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้
•ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ
ผู้ใดที่สนใจในงานของมูลนิธิและมีจิตศรัทธาสามารถติดต่อเพื่อบริจาคได้ที่นี่
มูลนิธิพระดาบส
เลขที่ 384-386 ถนนสามเสน (ตรงข้ามหอสมุดแห่งชาติ) ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร 10300
โทรศัพท์ : 282-7000, 281-0377
http://www.dabos.or.th
http://www.nuan86.com/forum/index.php?topic=162.285
ปิติจัง0017 "ในหลวง" เสด็จเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์-สะพานภูมิพล 1,2
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 ภูมิพล 2 ที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน
ถือเป็นการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคเพื่อทรงทอดผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2549 โดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจดำเนินการถ่ายทอดสด
คลองลัดโพธิ์ เป็นชื่อคลองเดิม บริเวณเขตจังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพมหานคร (ต.ทรงคะนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ) เดิมที่มีลักษณะตื้นเขิน ต่อมาได้จัดสร้างเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ เป็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร โดยยึดหลักการ "เบี่ยงน้ำ" (Diversion) ภายใต้การดูแลของหน่วยงานหลัก 3 หน่วยงานคือ กรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) มีหลักการคือ จากสภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมที่มีลักษณะไหลวนคดเคี้ยวบริเวณรอบพื้นที่ บริเวณบางกระเจ้านั้นมีความยาวถึง 18 กิโลเมตร นั้นทำให้การระบายน้ำที่ท่วมพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานครเป็นไปได้ช้า ไม่ทันเวลาน้ำทะเลหนุน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯจึงมีพระราชดำริให้พัฒนาใช้คลองลัดโพธิ์ ซึ่งเดิมมีความตื้นเขินมีความยาวราว 600 เมตร ให้ใช้ระบายน้ำที่หลากและน้ำที่ท่วมทางสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ทะเล ทันทีในช่วงก่อนที่น้ำทะเลหนุน และปิดคลองลัดโพธิ์เมื่อน้ำทะเลหนุน เพื่อหน่วงน้ำทะเลไม่ให้ขึ้นลัดเลาะไปตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่คดโค้งถึง 18 กิโลเมตรก่อนซึ่งใช้เวลามากจนถึงเวลาน้ำลง ทำให้ไม่สามารถขึ้นไปท่วมตัวเมืองได้
คลองลัดโพธิ์ เป็นคลองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีกระแสร์พระราชดำรัสถึง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ว่าเป็นสถานที่ตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำ ที่ต้องการความรู้เรื่องเกี่ยวกับเวลาน้ำขึ้นน้ำลง หากบริหารจัดการให้ถูกต้องจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ และทรงเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไปทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 ภูมิพล 2 ในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
แนวพระราชดำริเกี่ยวกับคลองลัดโพธิ์
* พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริแก่รุ่งเรือง จุลชาต อธิบดีกรมชลประทาน จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธุ์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ และจริย์ ตุลยานนท์ อดีตอธิบดีกรมชลประทานและกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันเร่งศึกษาพิจารณาวางโครงการและดำเนินการ ปรับปรุงขุดลอก พร้อมก่อสร้างอาคารประกอบในคลองลัดโพธิ์ตามความเหมาะสม เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2538 [1]
* พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริเพิ่มเติมเกี่ยวกับ พลังงานน้ำอันมหาศาลที่ระบายผ่านประตูระบายน้ำนี้ และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ประโยชน์ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 [2] เป็นที่มาของการจัดสร้างกังหันพลังน้ำและมีพระราชดำริให้ศึกษาการใช้พลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองให้เกิดประโยชน์ กรมชลประทาน และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงร่วมกันประดิษฐ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ และชุดสำเร็จของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ขึ้น รวมทั้งยื่นขอจดสิทธิบัตรงานทั้ง 2 ชิ้น ในพระปรมาภิไธย [3]
* สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเคยมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งเกี่ยวกับคลองลัดโพธิ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริเริ่มโครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชนไว้เป็นจำนวนมากทุกภาค เมื่อครั้งที่ยังไม่ได้สร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ต้องประสบปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากน้ำเหนือหลาก พร้อมกับน้ำทะเลหนุนอยู่เสมอ จนกระทั่งหลายหน่วยงานได้ร่วมกันวางโครงการขุดลอกคลองลัดโพธิ์ เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล [4]
* สะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 ซึ่งอยู่ในบริเวณคลองลัดโพธิ์ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2538 เพื่อเป็นโครงข่ายถนนรองรับการขนถ่ายลำเลียงสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพต่อ เนื่องไปจนถึงพื้นที่อุตสาหกรรมใน จ.สมุทรปราการ และภูมิภาคอื่น เพื่อไม่ให้รถบรรทุกวิ่งเข้าไปในตัวเมืองหรือทิศทางอื่น อันเป็นสาเหตุของการจราจรติดขัดโดยรอบ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 2 จุด โดยด้านทิศเหนือเชื่อมกรุงเทพฯกับสมุทรปราการว่า “สะพานภูมิพล 1” ส่วนด้านทิศใต้เชื่อมพระประแดงกับตำบลสำโรงใต้ พระราชทานชื่อว่า “สะพานภูมิพล 2” เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552 [5]
* พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับคราวน้ำท่วมปี พ.ศ.2548 เมื่อ 4 ธันวาคม 2549 ถึงการบริหารจัดการน้ำของคลองลัดโพธิ์ว่า "สมเด็จพระบรมฯ กับสมเด็จพระเทพฯ ไป มันต้องมีเรื่องเวลาให้เหมาะสม ให้ถูกต้อง"
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1290600373&grpid=&catid=
ถือเป็นการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคเพื่อทรงทอดผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2549 โดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจดำเนินการถ่ายทอดสด
คลองลัดโพธิ์ เป็นชื่อคลองเดิม บริเวณเขตจังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพมหานคร (ต.ทรงคะนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ) เดิมที่มีลักษณะตื้นเขิน ต่อมาได้จัดสร้างเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ เป็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร โดยยึดหลักการ "เบี่ยงน้ำ" (Diversion) ภายใต้การดูแลของหน่วยงานหลัก 3 หน่วยงานคือ กรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) มีหลักการคือ จากสภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมที่มีลักษณะไหลวนคดเคี้ยวบริเวณรอบพื้นที่ บริเวณบางกระเจ้านั้นมีความยาวถึง 18 กิโลเมตร นั้นทำให้การระบายน้ำที่ท่วมพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานครเป็นไปได้ช้า ไม่ทันเวลาน้ำทะเลหนุน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯจึงมีพระราชดำริให้พัฒนาใช้คลองลัดโพธิ์ ซึ่งเดิมมีความตื้นเขินมีความยาวราว 600 เมตร ให้ใช้ระบายน้ำที่หลากและน้ำที่ท่วมทางสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ทะเล ทันทีในช่วงก่อนที่น้ำทะเลหนุน และปิดคลองลัดโพธิ์เมื่อน้ำทะเลหนุน เพื่อหน่วงน้ำทะเลไม่ให้ขึ้นลัดเลาะไปตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาที่คดโค้งถึง 18 กิโลเมตรก่อนซึ่งใช้เวลามากจนถึงเวลาน้ำลง ทำให้ไม่สามารถขึ้นไปท่วมตัวเมืองได้
คลองลัดโพธิ์ เป็นคลองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีกระแสร์พระราชดำรัสถึง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ว่าเป็นสถานที่ตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำ ที่ต้องการความรู้เรื่องเกี่ยวกับเวลาน้ำขึ้นน้ำลง หากบริหารจัดการให้ถูกต้องจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ และทรงเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไปทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 ภูมิพล 2 ในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
แนวพระราชดำริเกี่ยวกับคลองลัดโพธิ์
* พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริแก่รุ่งเรือง จุลชาต อธิบดีกรมชลประทาน จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธุ์ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ และจริย์ ตุลยานนท์ อดีตอธิบดีกรมชลประทานและกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันเร่งศึกษาพิจารณาวางโครงการและดำเนินการ ปรับปรุงขุดลอก พร้อมก่อสร้างอาคารประกอบในคลองลัดโพธิ์ตามความเหมาะสม เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2538 [1]
* พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริเพิ่มเติมเกี่ยวกับ พลังงานน้ำอันมหาศาลที่ระบายผ่านประตูระบายน้ำนี้ และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ประโยชน์ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 [2] เป็นที่มาของการจัดสร้างกังหันพลังน้ำและมีพระราชดำริให้ศึกษาการใช้พลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองให้เกิดประโยชน์ กรมชลประทาน และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงร่วมกันประดิษฐ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ และชุดสำเร็จของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ขึ้น รวมทั้งยื่นขอจดสิทธิบัตรงานทั้ง 2 ชิ้น ในพระปรมาภิไธย [3]
* สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเคยมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งเกี่ยวกับคลองลัดโพธิ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริเริ่มโครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชนไว้เป็นจำนวนมากทุกภาค เมื่อครั้งที่ยังไม่ได้สร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ต้องประสบปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากน้ำเหนือหลาก พร้อมกับน้ำทะเลหนุนอยู่เสมอ จนกระทั่งหลายหน่วยงานได้ร่วมกันวางโครงการขุดลอกคลองลัดโพธิ์ เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล [4]
* สะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 ซึ่งอยู่ในบริเวณคลองลัดโพธิ์ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2538 เพื่อเป็นโครงข่ายถนนรองรับการขนถ่ายลำเลียงสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพต่อ เนื่องไปจนถึงพื้นที่อุตสาหกรรมใน จ.สมุทรปราการ และภูมิภาคอื่น เพื่อไม่ให้รถบรรทุกวิ่งเข้าไปในตัวเมืองหรือทิศทางอื่น อันเป็นสาเหตุของการจราจรติดขัดโดยรอบ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 2 จุด โดยด้านทิศเหนือเชื่อมกรุงเทพฯกับสมุทรปราการว่า “สะพานภูมิพล 1” ส่วนด้านทิศใต้เชื่อมพระประแดงกับตำบลสำโรงใต้ พระราชทานชื่อว่า “สะพานภูมิพล 2” เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552 [5]
* พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับคราวน้ำท่วมปี พ.ศ.2548 เมื่อ 4 ธันวาคม 2549 ถึงการบริหารจัดการน้ำของคลองลัดโพธิ์ว่า "สมเด็จพระบรมฯ กับสมเด็จพระเทพฯ ไป มันต้องมีเรื่องเวลาให้เหมาะสม ให้ถูกต้อง"
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1290600373&grpid=&catid=
ปิติจัง0016 ในหลวงเสด็จคลองลัดโพธิ์เปิดสะพานภูมิพล1,2
“ในหลวง” เสด็จฯ ทางชลมารค ทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์เย็นนี้ (24 พฤศจิกายน 2553)- ประชาชนทยอยรอรับเสด็จ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประทับเรือพระที่นั่งอังสนา เสด็จฯ ทางชลมารค ทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 และ ภูมิพล 2 อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ วันนี้ เวลา 16.30 น. พสกนิกรปลื้มปีติ เริ่มทยอยมารอรับเสด็จ
สำนักพระราชวัง แจ้งหมายกำหนดการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 ภูมิพล 2 ที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ในวันนี้ (24 พ.ย.) เวลา 16.30 น.
โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถพระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากอาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ไปยังท่าเทียบเรือสมาคมศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราช ประทับเรือพระที่นั่งอังสนา ที่กองทัพเรือจัดถวาย เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคจากโรงพยาบาลศิริราช ไปยังคลองลัดโพธิ์ ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เรือพระที่นั่งอังสนาถึงบริเวณ ปากคลองประตูระบายน้ำ เวลา 18.00 น. วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.คมนาคม กราบบังคมทูลถวายรายงาน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรวีดิทัศน์ความเป็นมาของโครงการบนเรือพระที่นั่ง ทรงวางพระหัตถ์บนแท่นที่ฉายภาพแผนที่ เพื่อทรงเปิดประตูระบายน้ำและสะพานภูมิพล 1 สะพานภูมิพล 2 ทรงทอดพระเนตรวีดิทัศน์เทคนิคพิเศษ เล่าเรื่องประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ โดยการแสดง PYROTECHNIC บริเวณด้านหลังประตูระบายน้ำ ทรงทอดพระเนตรวีดิทัศน์เทคนิคพิเศษ สะพานภูมิพล 1 ภูมิพล 2 โดยการแสดง PYROTECHNIC ที่จัดแสดงบนสะพานภูมิพล จนถึงเวลา 18.35 น. เรือพระที่นั่งอังสนา ออกจากปากคลองประตูระบายน้ำ กลับมาถึงท่าเทียบเรือ สมาคมศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราช เวลา 19.35 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคครั้งนี้ ถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้ง เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงพักฟื้นพระวรกายอยู่ที่ รพ.ศิริราช และนับเป็นครั้งแรกที่เสด็จฯออกเป็นระยะทางไกล โดยการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคในครั้งนี้ มีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ทุกช่องตั้งแต่เวลา 17.30 น.เป็นต้นไป
สำหรับคลองลัดโพธิ์ เป็นชื่อคลองเดิมบริเวณเขตติดต่อพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพมหานคร บริเวณ ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เดิมทีมีลักษณะตื้นเขิน ต่อมาได้จัดสร้างเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ เป็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร โดยยึดหลักการ “เบี่ยงน้ำ” (Diversion) ภายใต้การดูแลของหน่วยงานหลัก 3 หน่วยงาน คือ กรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) มีหลักการ คือ จากสภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิม ที่มีลักษณะไหลวนคดเคี้ยวบริเวณรอบพื้นที่บางกระเจ้านั้น มีความยาวถึง 18 กม. ทำให้การระบายน้ำที่ท่วมพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานครเป็นไปได้ช้า ไม่ทันเวลาน้ำทะเลหนุน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้พัฒนาใช้คลองลัดโพธิ์ ซึ่งเดิมมีความตื้นเขิน มีความยาวราว 600 เมตร ให้ใช้ระบายน้ำที่หลากและน้ำที่ท่วม ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ทะเลทันที ในช่วงก่อนที่น้ำทะเลหนุน คลองลัดโพธิ์ เป็นคลองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีกระแสพระราชดำรัสถึง เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.49 ว่า เป็นสถานที่ตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำที่ต้องการความรู้เรื่องเกี่ยวกับ เวลาน้ำขึ้นน้ำลง หากบริหารจัดการให้ถูกต้องจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้
ส่วนสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2538 เพื่อเป็นโครงข่ายถนนรองรับ การขนถ่ายลำเลียงสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพ ต่อเนื่องไปจนถึงพื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการ และภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ เพื่อมิให้รถบรรทุกวิ่งเข้าไปในตัวเมืองหรือทิศทางอื่น อันเป็นสาเหตุของการจราจรติดขัดโดยรอบ
โดยบรรยากาศล่าสุด ประชาชนหลายร้อยคนต่างพร้อมใจสวมเสื้อสีชมพู เดินทางเข้ามายังสวนสุขภาพลัดโพธิ์ เพื่อจับจองสถานที่เฝ้ารับเสด็จ บริเวณตอม่อศุภนาวา ติดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ สถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินด้วยเรือพระที่นั่งส่วนพระองค์ ทรงเปิดในช่วงเย็นวันนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั่วบริเวณ
ทั้งนี้ นายสุทิน และนางวารี ฉายบัตร สองสามีภรรยา ที่อาศัยอยู่ในชุมชนใกล้เคียง เดินทางมาเฝ้ารับเสด็จ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น โดยระบุว่า รู้สึกดีใจและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชดำริให้สร้างสะพานภูมิพล 1 และ 2 รวมถึงประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ เนื่องจากสมัยก่อน พื้นที่บริเวณดังกล่าวเกิดน้ำท่วมทุกปี อีกทั้งการจราจรติดขัดอย่างมาก ภายหลังที่กรมทางหลวงชนบทดำเนินการตามพระราชดำริ ปัญหาต่างๆ หมดไป อีกทั้งทัศนียภาพสวยงามอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดเส้นทางการจราจร โดยเฉพาะสะพานทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย สะพานพุทธฯ สะพานพระปกเกล้า สะพานตากสิน สะพานพระราม 3 สะพานกรุงเทพ และสะพานพระราม 9
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประทับเรือพระที่นั่งอังสนา เสด็จฯ ทางชลมารค ทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 และ ภูมิพล 2 อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ วันนี้ เวลา 16.30 น. พสกนิกรปลื้มปีติ เริ่มทยอยมารอรับเสด็จ
สำนักพระราชวัง แจ้งหมายกำหนดการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และทรงเปิดสะพานภูมิพล 1 ภูมิพล 2 ที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ในวันนี้ (24 พ.ย.) เวลา 16.30 น.
โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถพระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากอาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ไปยังท่าเทียบเรือสมาคมศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราช ประทับเรือพระที่นั่งอังสนา ที่กองทัพเรือจัดถวาย เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคจากโรงพยาบาลศิริราช ไปยังคลองลัดโพธิ์ ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เรือพระที่นั่งอังสนาถึงบริเวณ ปากคลองประตูระบายน้ำ เวลา 18.00 น. วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.คมนาคม กราบบังคมทูลถวายรายงาน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรวีดิทัศน์ความเป็นมาของโครงการบนเรือพระที่นั่ง ทรงวางพระหัตถ์บนแท่นที่ฉายภาพแผนที่ เพื่อทรงเปิดประตูระบายน้ำและสะพานภูมิพล 1 สะพานภูมิพล 2 ทรงทอดพระเนตรวีดิทัศน์เทคนิคพิเศษ เล่าเรื่องประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ โดยการแสดง PYROTECHNIC บริเวณด้านหลังประตูระบายน้ำ ทรงทอดพระเนตรวีดิทัศน์เทคนิคพิเศษ สะพานภูมิพล 1 ภูมิพล 2 โดยการแสดง PYROTECHNIC ที่จัดแสดงบนสะพานภูมิพล จนถึงเวลา 18.35 น. เรือพระที่นั่งอังสนา ออกจากปากคลองประตูระบายน้ำ กลับมาถึงท่าเทียบเรือ สมาคมศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราช เวลา 19.35 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคครั้งนี้ ถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้ง เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงพักฟื้นพระวรกายอยู่ที่ รพ.ศิริราช และนับเป็นครั้งแรกที่เสด็จฯออกเป็นระยะทางไกล โดยการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคในครั้งนี้ มีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ทุกช่องตั้งแต่เวลา 17.30 น.เป็นต้นไป
สำหรับคลองลัดโพธิ์ เป็นชื่อคลองเดิมบริเวณเขตติดต่อพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพมหานคร บริเวณ ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เดิมทีมีลักษณะตื้นเขิน ต่อมาได้จัดสร้างเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ เป็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร โดยยึดหลักการ “เบี่ยงน้ำ” (Diversion) ภายใต้การดูแลของหน่วยงานหลัก 3 หน่วยงาน คือ กรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) มีหลักการ คือ จากสภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิม ที่มีลักษณะไหลวนคดเคี้ยวบริเวณรอบพื้นที่บางกระเจ้านั้น มีความยาวถึง 18 กม. ทำให้การระบายน้ำที่ท่วมพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานครเป็นไปได้ช้า ไม่ทันเวลาน้ำทะเลหนุน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้พัฒนาใช้คลองลัดโพธิ์ ซึ่งเดิมมีความตื้นเขิน มีความยาวราว 600 เมตร ให้ใช้ระบายน้ำที่หลากและน้ำที่ท่วม ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ทะเลทันที ในช่วงก่อนที่น้ำทะเลหนุน คลองลัดโพธิ์ เป็นคลองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีกระแสพระราชดำรัสถึง เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.49 ว่า เป็นสถานที่ตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำที่ต้องการความรู้เรื่องเกี่ยวกับ เวลาน้ำขึ้นน้ำลง หากบริหารจัดการให้ถูกต้องจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้
ส่วนสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2538 เพื่อเป็นโครงข่ายถนนรองรับ การขนถ่ายลำเลียงสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพ ต่อเนื่องไปจนถึงพื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการ และภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ เพื่อมิให้รถบรรทุกวิ่งเข้าไปในตัวเมืองหรือทิศทางอื่น อันเป็นสาเหตุของการจราจรติดขัดโดยรอบ
โดยบรรยากาศล่าสุด ประชาชนหลายร้อยคนต่างพร้อมใจสวมเสื้อสีชมพู เดินทางเข้ามายังสวนสุขภาพลัดโพธิ์ เพื่อจับจองสถานที่เฝ้ารับเสด็จ บริเวณตอม่อศุภนาวา ติดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ สถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินด้วยเรือพระที่นั่งส่วนพระองค์ ทรงเปิดในช่วงเย็นวันนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั่วบริเวณ
ทั้งนี้ นายสุทิน และนางวารี ฉายบัตร สองสามีภรรยา ที่อาศัยอยู่ในชุมชนใกล้เคียง เดินทางมาเฝ้ารับเสด็จ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น โดยระบุว่า รู้สึกดีใจและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชดำริให้สร้างสะพานภูมิพล 1 และ 2 รวมถึงประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ เนื่องจากสมัยก่อน พื้นที่บริเวณดังกล่าวเกิดน้ำท่วมทุกปี อีกทั้งการจราจรติดขัดอย่างมาก ภายหลังที่กรมทางหลวงชนบทดำเนินการตามพระราชดำริ ปัญหาต่างๆ หมดไป อีกทั้งทัศนียภาพสวยงามอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดเส้นทางการจราจร โดยเฉพาะสะพานทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย สะพานพุทธฯ สะพานพระปกเกล้า สะพานตากสิน สะพานพระราม 3 สะพานกรุงเทพ และสะพานพระราม 9
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000166043
(ปิติ พลัง ว ชิ รา ความศรัทธา ชาวสยาม)
ปิติ จัง 0010 ลองศึกษา ข้อมูลที่สนใจ จัดเก็บ ข้อมูล
Blu-Ray - A Viable Data Storage Solution?
By James Mouldin
ลองศึกษา ข้อมูล ดู นะ ตอนที่ แผ่น และ เครื่อง อ่าน+บันทึก ราคา ถูกๆ ก็ น่าใช้ เหมือนกัน
Most people are aware of the Blu-Ray format when it comes to movies, but what some may not know is that it can also be used as a data storage medium in the same way as DVDs. These discs can hold 25GB on single layer versions and 50GB on dual layer versions whereas DVDs can only hold 4.7GB on single layer and 8.5GB on dual layer. For those of you who like to backup the data on your computer (and it is always a good idea to have backups), it can be an efficient way to accomplish this, but there are some things to consider before proceeding.
Data Protection
You may worry about your discs being scratched and ruining your data, but this is a lot less common of a problem then it is with DVDs. Blu-Ray uses a hard-coated scratch resistant material on the bottom of the disc in order to protect the data from common damage.
The data on the disc is also more protected than an external hard drive. Because it is an optical media format and there are no moving parts, it is protected against most physical damage such as dropping it on the ground. An external hard drive has many mechanical parts so it is much more susceptible to physical damage. An alternative would be to use a solid state drive (SSD) instead of a normal hard drive as these drives function much in the same way as a USB flash drive; meaning there are no moving parts. However, the downside to solid state drives is their much higher cost as described below.
Cost
The going price for a Blu-Ray writer can range from around $100-$150 depending on where you buy it, which is the equivalent to a 1TB-2TB external hard drive. On top of this, it will cost you about $1 per 25GB disc so in order to reach the 1TB-2TB capacity of an external hard drive, you would need to spend an additional $40-$80. You also do not have the option of erasing the data on the disc unless you buy a re-writable version which would cost slightly more.
An external hard drive is more cost efficient than a Blu-Ray setup; however Blu-Ray does have a greater advantage over solid state drives. Currently, a 120GB SSD will cost you $250+ so in order to reach the 1TB-2TB capacity, you're looking at $2,000-$4,000. Solid State Drives are still relatively new so that price will come down in time, but that could be anywhere from 5-10 years before it is the equivalent price of a Blu-Ray setup today.
How To Decide?
The most efficient way to currently backup and protect your data is to ideally use both an external hard drive as well as Blu-Ray. Yes, this will cost more upfront, but you will be protecting yourself in all areas. It is recommended to use the hard drive to do a complete backup of all your files, and then use a Blu-Ray disc to store your most important files in addition to them also being on the hard drive. This way, if your hard drive fails (which happens more than some people realize), you will still have your most important data protected and safely stored on a Blu-Ray disc. If you are to choose only one method, then you must decide whether it is worth it to spend the extra $40-$80 for the Blu-Ray setup in order to further protect your data from any damage.
By James Mouldin
ลองศึกษา ข้อมูล ดู นะ ตอนที่ แผ่น และ เครื่อง อ่าน+บันทึก ราคา ถูกๆ ก็ น่าใช้ เหมือนกัน
Most people are aware of the Blu-Ray format when it comes to movies, but what some may not know is that it can also be used as a data storage medium in the same way as DVDs. These discs can hold 25GB on single layer versions and 50GB on dual layer versions whereas DVDs can only hold 4.7GB on single layer and 8.5GB on dual layer. For those of you who like to backup the data on your computer (and it is always a good idea to have backups), it can be an efficient way to accomplish this, but there are some things to consider before proceeding.
Data Protection
You may worry about your discs being scratched and ruining your data, but this is a lot less common of a problem then it is with DVDs. Blu-Ray uses a hard-coated scratch resistant material on the bottom of the disc in order to protect the data from common damage.
The data on the disc is also more protected than an external hard drive. Because it is an optical media format and there are no moving parts, it is protected against most physical damage such as dropping it on the ground. An external hard drive has many mechanical parts so it is much more susceptible to physical damage. An alternative would be to use a solid state drive (SSD) instead of a normal hard drive as these drives function much in the same way as a USB flash drive; meaning there are no moving parts. However, the downside to solid state drives is their much higher cost as described below.
Cost
The going price for a Blu-Ray writer can range from around $100-$150 depending on where you buy it, which is the equivalent to a 1TB-2TB external hard drive. On top of this, it will cost you about $1 per 25GB disc so in order to reach the 1TB-2TB capacity of an external hard drive, you would need to spend an additional $40-$80. You also do not have the option of erasing the data on the disc unless you buy a re-writable version which would cost slightly more.
An external hard drive is more cost efficient than a Blu-Ray setup; however Blu-Ray does have a greater advantage over solid state drives. Currently, a 120GB SSD will cost you $250+ so in order to reach the 1TB-2TB capacity, you're looking at $2,000-$4,000. Solid State Drives are still relatively new so that price will come down in time, but that could be anywhere from 5-10 years before it is the equivalent price of a Blu-Ray setup today.
How To Decide?
The most efficient way to currently backup and protect your data is to ideally use both an external hard drive as well as Blu-Ray. Yes, this will cost more upfront, but you will be protecting yourself in all areas. It is recommended to use the hard drive to do a complete backup of all your files, and then use a Blu-Ray disc to store your most important files in addition to them also being on the hard drive. This way, if your hard drive fails (which happens more than some people realize), you will still have your most important data protected and safely stored on a Blu-Ray disc. If you are to choose only one method, then you must decide whether it is worth it to spend the extra $40-$80 for the Blu-Ray setup in order to further protect your data from any damage.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
มอแกน
ชนเผ่าในทะเลมหาสมุทรอินเดีย, ความภูมิใจที่ได้เกิด บนแผ่นดินไทย, ความมีชาติ,มีศาสนา
มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ปกครองแผ่นดินโดยธรรม,
